ฎีดาที่ 4837/2567

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
⚖️✨ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567 ✨⚖️
📌 เรื่อง:

การจัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอม การต่อสู้เรื่องอายุความ และสถานะของอาวุธปืนที่ได้มาระหว่างสมรส

📚 ประเด็นข้อกฎหมาย:

1️⃣ หากจำเลยจะต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจัดการสินสมรสเกินกำหนดอายุความ 1 ปี จำต้องยกขึ้นให้การโดยชัดแจ้งในศาลชั้นต้นหรือไม่

2️⃣ อาวุธปืนที่ได้มาระหว่างสมรส แม้ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจะออกในชื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเฉพาะ จะถือเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

3️⃣ หากทรัพย์ที่พิพาทแบ่งแยกกันไม่ได้ ศาลจะกำหนดวิธีบังคับคดีอย่างไร

📝 ข้อเท็จจริง:

👩‍⚖️ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

🚗 ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ 2 คัน ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย ให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรของภริยาเก่าโดยเสน่หา โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม

🔫 นอกจากนี้ ผู้ตายยังได้อาวุธปืนเดี่ยวลูกซองและอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรดมาระหว่างสมรสกับโจทก์

📌 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้เพียงว่า ผู้ตายโอนรถยนต์ทั้งสองคันให้แก่จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาก่อนถึงแก่ความตาย รถยนต์ดังกล่าวจึงไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่มรดกของผู้ตาย และโจทก์ฟ้องแบ่งทรัพย์เกิน 1 ปี จึงขาดอายุความเรียกร้องมรดก แต่ มิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ ว่าโจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ทรัพย์อันเป็นสินสมรสเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน

📌 ต่อมา จำเลยทั้งสองฎีกาต่อสู้ว่า อาวุธปืนทั้งสองกระบอกตามใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ตาย จึงต้องถือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567 วินิจฉัยว่า:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

“...สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์...”

จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่า ผู้ตายจัดการสินสมรสไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

🧾 เมื่อจำเลยทั้งสองจะต่อสู้คดี ก็ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า ยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

❗ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสอง มิได้ยกเรื่องอายุความการฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ตามมาตรา 1480 ขึ้นเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การ แต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าว และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

🚗 ส่วนรถยนต์ทั้งสองคัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่ารถยนต์ทั้งสองคันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นกรณีเข้าลักษณะ กรรมสิทธิ์รวม แม้ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ก็มีสิทธิโอนเพียงเฉพาะส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์อยู่เท่านั้น และต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิในรถยนต์ทั้งสองคันเพียงส่วนที่ผู้ตายมีสิทธิเท่านั้น โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจึงมีสิทธิเรียกร้องติดตามส่วนของตนคืนจากจำเลยทั้งสองได้ ครึ่งหนึ่ง

🔫 ส่วนอาวุธปืน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

“...ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงเป็นเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าทางราชการโดยนายทะเบียนท้องที่อนุญาตให้ผู้ตายมีและใช้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกตลอดเวลาที่เป็นเจ้าของอาวุธปืน อันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายที่จะมีและใช้ได้ แต่ไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์และไม่มีผลทำให้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกเป็นทรัพย์เฉพาะตัวหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายแต่อย่างใด...”

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยด้วยว่า อาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าวเป็นอาวุธปืนเดี่ยวลูกซองและอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรด ซึ่งโดยสภาพ ลักษณะ และประเภทของปืน เห็นได้ว่าไม่อาจนำมาใช้ได้อย่างเป็นของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน และจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ตายใช้สอยอาวุธปืนทั้งสองกระบอกอย่างไร

เมื่อผู้ตายได้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกมาระหว่างสมรสกับโจทก์ โจทก์จึงได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า อาวุธปืนทั้งสองกระบอกเป็น สินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย และโจทก์มีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยทั้งสองได้ ครึ่งหนึ่ง

✅ สรุป:

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า หากคู่ความจะต่อสู้ว่า ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจัดการสินสมรสขาดอายุความ ต้องยกขึ้นให้การโดยชัดแจ้งตั้งแต่ในศาลชั้นต้น มิฉะนั้นจะยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้

🚗 ในส่วนรถยนต์ เมื่อเป็นสินสมรส จึงเข้าลักษณะกรรมสิทธิ์รวม ผู้ตายมีสิทธิโอนได้เพียงส่วนของตน ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์จึงติดตามส่วนของตนคืนได้ ครึ่งหนึ่ง

🔫 ส่วนอาวุธปืน แม้ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับอนุญาต แต่ก็เป็นเพียงสิทธิในการมีและใช้ปืนในทางปกครอง “...ไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์...” และไม่มีผลทำให้อาวุธปืนที่ได้มาระหว่างสมรสกลายเป็นสินส่วนตัวได้ อาวุธปืนทั้งสองกระบอกจึงยังคงเป็น สินสมรส และโจทก์มีสิทธิเรียกคืนได้ ครึ่งหนึ่ง

🔎 ผลคดี:

ศาลฎีกา พิพากษายืนในผล ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกคืน รถยนต์ 2 คัน ครึ่งหนึ่ง และ อาวุธปืน 2 กระบอก ครึ่งหนึ่ง ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยเรื่อง อายุความฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ยกขึ้นอ้างไม่ได้ เพราะไม่ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งตั้งแต่ศาลชั้นต้น

📌 หากจำเลยทั้งสอง ไม่สามารถแบ่งทรัพย์คืนให้โจทก์ได้ ศาลให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และหาก ไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ ให้เอาทรัพย์นั้น ออกประมูลกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองก่อน แต่ถ้า ไม่สามารถประมูลกันได้ จึงให้ ออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินมา แบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

▪️ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง, 1480
▪️ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง, 225 วรรคหนึ่ง
▪️ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า