⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568
📌 เรื่อง
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุดโดยเสน่หา และการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ
📚 ประเด็นข้อกฎหมาย
1️⃣ การจดทะเบียนขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลย มีผลใช้บังคับได้หรือไม่
2️⃣ โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลยหรือไม่
🧾 ข้อเท็จจริง
โจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยา และประสงค์จะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา
ต่อมาจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย โดยมิได้ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หา เพราะโจทก์เกรงว่าหากจดทะเบียนว่าให้โดยเสน่หา ภรรยาของโจทก์จะเกิดความสงสัย
ภายหลัง โจทก์กับพวกเข้าไปในห้องชุดขณะที่จำเลยไม่อยู่ และเอาทรัพย์สินกับพระเครื่องของจำเลยออกไป จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์
โจทก์จึงฟ้องเรียกถอนคืนการให้ห้องชุด โดยอ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณ
👨⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568 วินิจฉัยว่า
ดังนั้น “...การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้...” และ “...นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะ...” แต่ “...ต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้...”
ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หา แม้ต่างกันตรงที่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย แต่ต่างก็มีสาระสำคัญเหมือนกัน คือ การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย
เมื่อได้ความว่าโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้น และโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเป็นของจำเลย การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว
นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้
⚠️ ส่วนประเด็นเรื่องการถอนคืนการให้
กล่าวคือ ต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังการให้มีผลสมบูรณ์แล้ว และต้องเข้าลักษณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531
สำหรับกรณีที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกนั้น ศาลเห็นว่า “...การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวก ย่อมฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน...”
และ “...ไม่ใช่เป็นการเจตนากลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาโจทก์ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง...”
จึง “...ฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์...”
โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลย
✅ สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่ไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย การจดทะเบียนดังกล่าวย่อมเป็น “นิติกรรมอำพรางการให้” นิติกรรมการขายย่อมตกเป็นโมฆะ แต่ยังต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้
ส่วนการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ ต้องเป็นกรณีที่ภายหลังการให้มีผลสมบูรณ์แล้ว ผู้รับได้กระทำการเข้าลักษณะเนรคุณตามกฎหมาย การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติเนรคุณ โจทก์จึงไม่มีสิทธิถอนคืนการให้
📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 และมาตรา 531