⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8252/2568
การบรรยายฟ้องคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ อำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องเมื่อความผิดหลายกรรมเกิดต่างท้องที่เกี่ยวพันกัน และความผิดฐานพาเด็กกับพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
1️⃣ คำฟ้องที่บรรยายว่า จำเลยขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายส่งเสียงร้อง และห้ามมิให้บอกผู้อื่น เพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วหรือไม่ และทำให้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่
2️⃣ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็น ความผิดหลายกรรม และเกิดขึ้นใน ท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
3️⃣ การที่ย่าของผู้เสียหายอนุญาตให้ผู้เสียหายไปกับจำเลย หรือแม้แต่เดินทางไปด้วยในครั้งหนึ่ง จะถือว่าเป็นการอนุญาตให้จำเลยพาเด็กไป “เพื่อการอนาจาร” จนเป็นเหตุให้จำเลยพ้นความผิดฐานพรากเด็กหรือไม่
4️⃣ แม้ผู้ร้องมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาจะมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งเรื่องค่าสินไหมทดแทนขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้หรือไม่
จำเลยเป็นอาเขยของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุ 9 ปีเศษ และพักอาศัยอยู่ใกล้ชิดกันในบ้านย่าของผู้เสียหายที่จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งบ้านมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา แล้วกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้ง หลายสถานที่ ต่างกรรมต่างวาระ โดยขู่เข็ญไม่ให้ส่งเสียงร้องและห้ามมิให้บอกผู้อื่น
ต่อมาผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ให้พี่สาว เพื่อน และครูทราบ ครูจึงแจ้งมารดาของผู้เสียหายให้ทราบ แล้วพาไปตรวจร่างกายและแจ้งความ ผลตรวจพบ “รอยฉีกขาดเก่า ของเยื่อพรหมจรรย์” ส่วนในคดีแพ่ง มารดาของผู้เสียหายในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องที่บรรยายว่า จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญไม่ให้ส่งเสียงร้อง พร้อมทั้งข่มขู่ห้ามมิให้บอกผู้อื่นนั้น เป็นการบรรยายฟ้องที่เพียงพอแล้ว เพราะ
ส่วนเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เหตุบางครั้งจะเกิดที่บ้านมารดาจำเลยในจังหวัดนครราชสีมา และบางครั้งจะเกิดในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องและทางนำสืบรับฟังได้ว่าเป็น “ความผิดหลายกรรม” และ “เกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน” พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง ย่อมมีอำนาจสอบสวน และโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องได้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
สำหรับประเด็นที่จำเลยอ้างว่า ย่าของผู้เสียหายเคยอนุญาตให้ผู้เสียหายไปกับจำเลย และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ย่าเดินทางไปด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การอนุญาตดังกล่าว “มิได้มีความหมายไปถึงขนาดว่าอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร” เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่บ้านมารดาจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำ “โดยปราศจากเหตุอันสมควร” และยังเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม
ศาลฎีกายังวินิจฉัยด้วยว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี กระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญ พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารนั้น “ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นความผิดทั้งสิ้น” ข้ออ้างเรื่องสมยอมจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นเหตุให้พ้นผิดได้
ในส่วนคดีแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้อง แม้ผู้ร้องมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ โดยวินิจฉัยว่า
คดีนี้วางหลักว่า คำฟ้องคดีอาญาไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดทุกอย่างจนเกินจำเป็น หากบรรยายพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ก็ย่อมชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเมื่อการกระทำเป็น “ความผิดหลายกรรม” และเกิดใน “ท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน” พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งย่อมมีอำนาจสอบสวน และโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องได้
นอกจากนี้ การที่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลอนุญาตให้เด็กเดินทางไปกับจำเลย มิได้หมายความว่าอนุญาตให้พาไป “เพื่อการอนาจาร” หากภายหลังจำเลยพาเด็กไปกระทำอนาจารหรือกระทำชำเรา การกระทำนั้นย่อมเป็นการกระทำ “โดยปราศจากเหตุอันสมควร” และยังคงเป็นความผิดฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร ส่วนคดีแพ่งนั้น แม้ผู้ร้องจะไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยังมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง หากเป็นเรื่องที่ต้องให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4), มาตรา 24 (1), มาตรา 158 (5), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, มาตรา 279, มาตรา 283 ทวิ, มาตรา 317
พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามที่ศาลล่างพิพากษา และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยแก้ไขเฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งให้ถูกต้อง