⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567
📌 เรื่อง
การที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก แล้วส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ มีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 หรือไม่ และผู้ให้เช่าซื้อยังมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้เพียงใด
📚 ประเด็นข้อกฎหมาย
1. ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และต่อมาส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ โดยสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา จะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 หรือไม่
2. เมื่อผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายส่งมอบรถคืนโดยมีเจตนาเลิกสัญญา และผู้ให้เช่าซื้อรับมอบรถไว้แล้ว การเลิกสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อ “เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา” หรือเป็นกรณีคู่สัญญา “สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย”
3. ภายหลังสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายบอกเลิกตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ผู้ให้เช่าซื้อยังมีสิทธิเรียก “ค่าขาดราคา” ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ได้หรือไม่เพียงใด
4. ข้อกำหนดเรื่อง “ค่าขาดราคา” ตามสัญญาเช่าซื้อมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็น “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หรือไม่ และหากจำนวนที่เรียกสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หรือไม่
5. ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราตามสัญญาเหนือกว่าดอกเบี้ยตามกฎหมายสำหรับ “ค่าขาดราคา” ได้หรือไม่ และผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในค่าขาดราคาหรือไม่ เมื่อมีปัญหาเรื่องการบอกกล่าวผิดนัดเกินกำหนดเวลา
📝 ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 291,569.90 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 639,539.90 บาท ผ่อนชำระ 84 งวด งวดละ 7,614 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน
ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 เป็นต้นมา และวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์จึงนำรถออกขายทอดตลาด แต่ได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญา
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 วินิจฉัยว่า
การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก และต่อมาส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อพิพาทโต้แย้งกันในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ดังกล่าว “แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้” และการส่งมอบรถคืนภายหลังผิดนัด “บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ”
แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า “ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง” ซึ่งเป็นบทบัญญัติ “กำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะ”
ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แล้ว สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึง “เป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573” หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 “สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย” ไม่
โจทก์จึงยังมีสิทธิเรียก “ค่าขาดราคา” ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ได้
อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดในส่วนที่ขาดมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็น “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง
ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้อง 269,319.90 บาท คำนวณจากค่าเช่าซื้อตามสัญญาหักด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ แต่ค่าเช่าซื้อตามสัญญาดังกล่าวได้รวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญา 133,286.82 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 41,839.06 บาทไว้ด้วย ทั้งที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องจึง “สูงเกินส่วน” สมควรกำหนดค่าขาดราคาให้โจทก์เป็นเงิน 106,000 บาท
เมื่อรวมกับ “ค่าขาดประโยชน์” 21,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดรวมทั้งสิ้น 127,000 บาท
ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าขาดราคา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ไม่ได้กำหนดรวมถึงเบี้ยปรับของค่าขาดราคาด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
ส่วนจำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในค่าขาดราคา เพราะโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด
✅ สรุป
คดีนี้วางหลักว่า ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ แม้สัญญาจะไม่มีข้อตกลงให้สิทธิบอกเลิกสัญญา แต่หากต่อมาส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ โดยพฤติการณ์ “บ่งชี้ถึงเจตนา” จะเลิกสัญญา ย่อมเป็นการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ได้
อย่างไรก็ตาม การเลิกสัญญาดังกล่าวไม่ตัดสิทธิผู้ให้เช่าซื้อในการเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา เพียงแต่หากค่าขาดราคาที่เรียก “สูงเกินส่วน” ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามกฎหมาย
📌 ผลคดี
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและกำหนดเวลาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคา
📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 383, มาตรา 391, มาตรา 573