ฎีกาที่ 4836/2567

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567

📌 เรื่อง

การที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก แล้วส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ มีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 หรือไม่ และผู้ให้เช่าซื้อยังมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้เพียงใด

📚 ประเด็นข้อกฎหมาย

📝 ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 291,569.90 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 639,539.90 บาท ผ่อนชำระ 84 งวด งวดละ 7,614 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน

ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 เป็นต้นมา และวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์จึงนำรถออกขายทอดตลาด แต่ได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญา

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 วินิจฉัยว่า

การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก และต่อมาส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อพิพาทโต้แย้งกันในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ดังกล่าว “แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้” และการส่งมอบรถคืนภายหลังผิดนัด “บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ”

แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า “ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง” ซึ่งเป็นบทบัญญัติ “กำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะ”

ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แล้ว สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึง “เป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573” หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 “สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย” ไม่

โจทก์จึงยังมีสิทธิเรียก “ค่าขาดราคา” ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ได้

อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดในส่วนที่ขาดมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็น “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้อง 269,319.90 บาท คำนวณจากค่าเช่าซื้อตามสัญญาหักด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ แต่ค่าเช่าซื้อตามสัญญาดังกล่าวได้รวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญา 133,286.82 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 41,839.06 บาทไว้ด้วย ทั้งที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องจึง “สูงเกินส่วน” สมควรกำหนดค่าขาดราคาให้โจทก์เป็นเงิน 106,000 บาท

เมื่อรวมกับ “ค่าขาดประโยชน์” 21,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดรวมทั้งสิ้น 127,000 บาท

ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าขาดราคา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ไม่ได้กำหนดรวมถึงเบี้ยปรับของค่าขาดราคาด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ส่วนจำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในค่าขาดราคา เพราะโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด

✅ สรุป

คดีนี้วางหลักว่า ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ แม้สัญญาจะไม่มีข้อตกลงให้สิทธิบอกเลิกสัญญา แต่หากต่อมาส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ โดยพฤติการณ์ “บ่งชี้ถึงเจตนา” จะเลิกสัญญา ย่อมเป็นการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ได้

อย่างไรก็ตาม การเลิกสัญญาดังกล่าวไม่ตัดสิทธิผู้ให้เช่าซื้อในการเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา เพียงแต่หากค่าขาดราคาที่เรียก “สูงเกินส่วน” ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามกฎหมาย

📌 ผลคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและกำหนดเวลาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคา

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 383, มาตรา 391, มาตรา 573

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #เช่าซื้อรถยนต์ #ค่าขาดราคา #บอกเลิกสัญญา #ผู้ค้ำประกัน #กฎหมายแพ่ง #ทนายความ #dekasuksa

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า