⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7946/2568
เรื่อง
ลักบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้ง เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่จำเลยลักบัตรเครดิต เงินสด และเครื่องสำอางของผู้เสียหายไป แล้วนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสดรวม 7 ครั้ง โดยแต่ละครั้งใช้คนละจำนวนเงินและต่างเวลากัน การกระทำดังกล่าวจะถือเป็น ความผิดกรรมเดียว หรือเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน
ข้อเท็จจริง
คดีนี้จำเลยลักบัตรเครดิต ก. เงินสด และเครื่องสำอางของผู้เสียหายไป ต่อมาจำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสดรวม 7 ครั้ง โดยแต่ละครั้งเป็นการใช้คนละจำนวนเงินและเกิดขึ้นต่างเวลากัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7946/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในแต่ละข้อต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างกรรมต่างวาระ...” และ “...เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกัน...”
อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า “...การที่จำเลยลักบัตรเครดิต ก. เงินสดและเครื่องสำอางของผู้เสียหายไป แล้วจำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสด รวม 7 ครั้ง จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ความผิดกรรมเดียว...” และ “...จำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละจำนวนไม่เท่ากันและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำผิดดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน”
จึงเห็นได้ว่า แม้จะเป็นการใช้บัตรเครดิตใบเดียวกัน แต่เมื่อแต่ละครั้งเป็นการใช้ต่างจำนวนเงินและต่างเวลากัน ความผิดแต่ละครั้งย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง แยกออกจากกันได้ ไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำในวาระเดียวกัน
สรุป
หลักที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้คือ การลักบัตรเครดิตไปใช้รูดชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้ง แม้จะเป็นบัตรใบเดียวกัน แต่ถ้าแต่ละครั้งใช้ต่างเวลาและต่างจำนวนเงิน ย่อมเป็นการกระทำที่แยกจากกันได้ และถือเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ ความผิดกรรมเดียว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จะนับตามจำนวนครั้งที่มีการนำบัตรไปใช้จริง หากแต่ละครั้งเป็นคนละวาระ คนละจำนวนเงิน และต่างเวลากัน ก็ต้องรับโทษแยกเป็นรายกรรม
ผลคดี
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า การใช้บัตรเครดิตของผู้เสียหายรวม 7 ครั้ง เป็น ความผิด 7 กรรมต่างกัน แต่เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบหนักเกินไป จึงแก้โทษใหม่เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 42 เดือน และปรับ 70,000 บาท
เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 42 เดือน และปรับ 95,000 บาท โดย รอการลงโทษจำคุก 2 ปี
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/6
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก (3)