ฎีกาที่ 7552/2568

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2568

เรื่อง

รถคันลากจูงทำประกันภัยภาคสมัครใจ ส่วนรถที่ถูกลากจูงทำเพียงประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับบริษัทเดียวกัน บริษัทประกันยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ของรถคันลากจูงหรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมวดที่ 2 ข้อ 7.4 กำหนดข้อยกเว้นว่าไม่คุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจาก “...การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย...” เช่นนี้ หากรถที่ถูกลากจูงทำไว้เพียงประกันภัยภาคบังคับกับบริษัทเดียวกัน จะถือว่าเข้าเงื่อนไขเว้นข้อยกเว้นหรือไม่ และทำให้บริษัทประกันของรถคันลากจูงยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกหรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกและรถส่วนพ่วง ส่วนจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะและรถส่วนพ่วง โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจของรถกระบะ และเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับของรถส่วนพ่วง ซึ่งทั้งสองฉบับยังอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองขณะเกิดเหตุ

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะลากจูงรถส่วนพ่วงดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 แล้วเกิดเหตุเฉี่ยวชนรถบรรทุกและรถส่วนพ่วงของโจทก์ได้รับความเสียหาย คดีจึงมีปัญหาว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยของรถกระบะ จะอ้างข้อยกเว้นเรื่องการลากจูงเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2568 วินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อยกเว้นดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก อันเป็นเหตุที่ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายภายนอก จึงเป็นเงื่อนไขที่มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอก และต้อง “...ตีความโดยเคร่งครัด...” โดยพิเคราะห์ตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏเป็นสำคัญ

เมื่อพิจารณาว่า การประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และการประกันภัยประเภทสมัครใจ แต่ข้อยกเว้นดังกล่าว “...มิได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยไว้กับบริษัท...ต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด...” จึง “...ไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอก...” ว่าจะต้องเป็นเฉพาะกรณีรถที่ถูกลากจูงได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับบริษัทเท่านั้น

ดังนั้น หากรถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัทเดียวกัน “...ไม่ว่าเป็นประกันภัยประเภทใด...” ย่อมเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้น และบริษัทประกันยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขและความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ของรถคันลากจูง

กรณีนี้ เมื่อรถส่วนพ่วงที่ถูกลากจูงได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงถือว่า “...ต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไป...” เป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

สรุป

คดีนี้วางหลักว่า ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ที่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกต้อง ตีความโดยเคร่งครัด หากข้อความในกรมธรรม์ระบุเพียงว่า รถที่ถูกลากจูงต้อง “...ได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย...” แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นประกันภัยประเภทสมัครใจ ก็ย่อมไม่อาจตีความเพิ่มเงื่อนไขให้เป็นผลเสียแก่บุคคลภายนอกได้

เพราะฉะนั้น แม้รถที่ถูกลากจูงจะทำไว้เพียง ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) แต่เมื่อทำไว้กับบริษัทเดียวกัน ก็ยังถือว่าเข้าเงื่อนไขเว้นข้อยกเว้น บริษัทประกันของรถคันลากจูงจึงยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไขและความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาทแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า