⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568
เรื่อง:
ผู้ค้ำประกันจ่ายหนี้แทนลูกหนี้ไปแล้ว จะไล่เบี้ยคืนรวมถึง “ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นโมฆะ” ได้หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย:
ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แทนลูกหนี้ มีสิทธิไล่เบี้ยเอาคืนจากลูกหนี้ได้เพียงใด
หากหนี้เงินกู้เดิมมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจนตกเป็นโมฆะ
หากหนี้เงินกู้เดิมมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจนตกเป็นโมฆะ
ข้อเท็จจริง:
จำเลยกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้จำนวน 150,000 บาท
ในหนังสือสัญญากู้เงินกำหนดว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะชำระต้นเงินครบถ้วน คิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 80 ต่อปี
โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว
ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยไปจำนวน 350,000 บาท เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556
โจทก์จึงฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืน พร้อมดอกเบี้ย
ในหนังสือสัญญากู้เงินกำหนดว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะชำระต้นเงินครบถ้วน คิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 80 ต่อปี
โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว
ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยไปจำนวน 350,000 บาท เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556
โจทก์จึงฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืน พร้อมดอกเบี้ย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568 วินิจฉัยว่า:
ในส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
แต่สิทธิของโจทก์มีได้เท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิอยู่ตามกฎหมายเท่านั้น
ศาลฎีกาวางหลักว่า
โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะจากจำเลย
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยชำระต้นเงิน 150,000 บาท เท่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย
ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินดังกล่าว เป็นความเสียหายของโจทก์เพราะการค้ำประกัน
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า
“ในการกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จำเลยยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินครบถ้วน หรือคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 80 ต่อปี”
ซึ่งเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นโมฆะศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“อันทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้ชำระดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินได้เลย”
เมื่อโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย และเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้แต่สิทธิของโจทก์มีได้เท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิอยู่ตามกฎหมายเท่านั้น
ศาลฎีกาวางหลักว่า
“โจทก์ชอบที่จะรับช่วงสิทธิไปเท่าที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ที่บังคับตามกฎหมายได้เท่านั้น โจทก์จะใช้สิทธิเหนือไปกว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ได้”
ดังนั้น แม้โจทก์จะชำระเงินให้เจ้าหนี้ไป 350,000 บาท แต่เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนที่เกินอัตรากฎหมายเป็นโมฆะ เจ้าหนี้เดิมไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้ชำระดอกเบี้ยส่วนนั้นโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะจากจำเลย
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยชำระต้นเงิน 150,000 บาท เท่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย
ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินดังกล่าว เป็นความเสียหายของโจทก์เพราะการค้ำประกัน
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า
“โจทก์มีสิทธิเรียกได้ทันทีที่ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้”
จึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินให้เจ้าหนี้
ผลคดี:
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยชำระต้นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
โดยดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป ตามอัตราที่ศาลฎีกากำหนด แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ
โดยดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป ตามอัตราที่ศาลฎีกากำหนด แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ
สรุป:
ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แทนลูกหนี้ มีสิทธิไล่เบี้ยและรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ได้
แต่รับช่วงสิทธิได้เพียงเท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับได้ตามกฎหมายเท่านั้น
ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้เดิมคิดเกินอัตรากฎหมายและตกเป็นโมฆะ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยส่วนนั้นจากลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยโมฆะนั้นคืนจากลูกหนี้เช่นกัน
แต่ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงินที่ตนมีสิทธิไล่เบี้ยได้ นับแต่วันที่ตนได้ชำระเงินให้เจ้าหนี้
แต่รับช่วงสิทธิได้เพียงเท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับได้ตามกฎหมายเท่านั้น
ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้เดิมคิดเกินอัตรากฎหมายและตกเป็นโมฆะ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยส่วนนั้นจากลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยโมฆะนั้นคืนจากลูกหนี้เช่นกัน
แต่ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงินที่ตนมีสิทธิไล่เบี้ยได้ นับแต่วันที่ตนได้ชำระเงินให้เจ้าหนี้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150, มาตรา 226 วรรคหนึ่ง, มาตรา 229 (3), มาตรา 654, มาตรา 693
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), มาตรา 225 วรรคสอง
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), มาตรา 225 วรรคสอง
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1)
Tags
ฎีกาปี ๒๕๖๘