ฎีกาที่ 7207/2568

⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2568

📌 เรื่อง
การไม่ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง
และการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์

📚 ประเด็นข้อกฎหมาย
1️⃣ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายไว้แล้วว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ไม่ได้ระบุ ป.อ. มาตรา 83 ลงไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลจะหยิบยกมาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้หรือไม่ และจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องหรือไม่

2️⃣ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ หากจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่เพิ่งมายกขึ้นฎีกาในภายหลัง จะเป็นฎีกาที่ต้องห้ามหรือไม่

📝 ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพ

🏛️ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง

📌 ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องโจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง และขอให้ปรับลดโทษให้แก่จำเลย

📌 แต่ในชั้นฎีกา จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ป.อ. มาตรา 83 บัญญัติอยู่ในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป... มิใช่บทบัญญัติภาค 2 ความผิด หรือภาค 3 ลหุโทษ ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดทางอาญาฐานใด” ดังนั้น ฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้แล้วว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง เพียงแต่ไม่ได้ระบุมาตรา 83 ลงไว้ด้วย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องที่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ที่หมายถึงมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด

✅ ศาลล่างทั้งสองย่อมหยิบยก ป.อ. มาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ “ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

🔎 ส่วนประเด็นเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า “พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง”

⚠️ แต่เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงเรื่องอำนาจลงโทษฐานตัวการร่วม จึงต้องถือว่า “จำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น” กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์

❌ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็น “ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2” และ “ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย” ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

✅ สรุป
คดีนี้วางหลักว่า ป.อ. มาตรา 83 เป็นบทบัญญัติทั่วไป มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดทางอาญาฐานใด เพราะฉะนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุมาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อฟ้องบรรยายไว้แล้วว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิด ศาลก็ย่อมหยิบยกมาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ โดย “ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง”

📌 อีกประการหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ หากจำเลยประสงค์จะโต้แย้งว่า พยานหลักฐานยังไม่พอรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยย่อมต้องยกขึ้นอุทธรณ์ไว้ก่อน มิฉะนั้นย่อมถือว่า “จำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น” และหากเพิ่งมายกขึ้นในชั้นฎีกา ก็ย่อมเป็น “ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2” ซึ่งเป็นฎีกาที่ต้องห้าม

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
⚫ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
⚫ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 252
⚫ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15, มาตรา 158 (6), มาตรา 176 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า