สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568
เรื่อง
การทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จ หลอกให้ผู้เสียหายชำระค่าสินค้าแก่บุคคลที่สาม เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย หรือความผิดฐานฉ้อโกง และการแจ้งลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน จะถือเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
- การที่จำเลยร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จ จนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อและชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขาย เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย หรือเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง
- การที่ผู้เสียหายนำบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยไม่มีข้อความกล่าวโทษผู้ร่วมกระทำผิดอื่น และไม่มีข้อความแสดงความประสงค์ให้ดำเนินคดี จะถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายหรือไม่
- เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ หากฟ้องเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจะขาดอายุความหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ประกอบกิจการค้าขายสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ทั้งแบบชำระเงินสดและแบบให้สินเชื่อแก่ลูกค้าบางราย จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ที่ทำการของโจทก์มาเป็นเวลานาน และยังได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ด้วย
ต่อมา จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ลูกค้าสินเชื่อของโจทก์สั่งซื้อสินค้า แล้วสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในนามของโจทก์ โดยให้ส่งสินค้าไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 หลายครั้ง โจทก์หลงเชื่อจึงชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายครบถ้วน แต่ภายหลังเมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากลูกค้า จึงทราบว่าลูกค้าไม่ได้สั่งซื้อสินค้าจริง
ต่อมาจำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ แล้วโจทก์นำบันทึกรับสภาพความผิดดังกล่าวไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แต่ในรายงานดังกล่าวไม่มีข้อความที่โจทก์กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าร่วมกันฉ้อโกง และไม่มีข้อความที่แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกง
ต่อมาโจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังพ้นกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่โจทก์อ้างว่ารู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568 วินิจฉัยว่า
การกระทำของจำเลยทั้งสามในคดีนี้ “มิได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ” แต่เป็นการร่วมกัน “ใช้อุบายหลอกลวง” ทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จ จนโจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจริง จึงชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ
การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสาม อันเป็นการร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
ส่วนประเด็นเรื่องคำร้องทุกข์นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 เป็นเพียงการนำเอกสารดังกล่าวมาให้ลงไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น แม้ในรายงานประจำวันจะมีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพไว้
หาได้มีข้อความใดที่โจทก์กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่า ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ และหาได้มีข้อความใดที่แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงไม่
การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันดังกล่าว จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ ตามกฎหมาย
เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์อ้างเองว่ารู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2561 แต่กลับนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึง ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ โดยให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกง แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3
กล่าวคือ ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลยกฟ้อง เพราะการลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานยังไม่เป็นคำร้องทุกข์ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และเมื่อโจทก์ฟ้องเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า การทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จเพื่อหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและชำระค่าสินค้าแก่บุคคลที่สาม เป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง ไม่ใช่ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
อีกทั้ง การไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนลง รายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน นั้น หากยังไม่มีการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดโดยชัดแจ้ง และยังไม่แสดงเจตนาให้ดำเนินคดี ก็ ยังไม่เป็นคำร้องทุกข์ ตามกฎหมาย
ดังนั้น หากเป็นความผิดอันยอมความได้ แล้วผู้เสียหายฟ้องเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีย่อม ขาดอายุความ ได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7)
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม