ฎีกาที่ 5079/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2568

เรื่อง:

ห้างหุ้นส่วนจำกัดปล่อยกู้โดยยังไม่ได้รับอนุญาต และเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา แบบนี้ยังฟ้องเรียกเงินต้นได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย:

นิติบุคคลที่มิใช่สถาบันการเงิน และ “ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน” ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 หากทำสัญญากู้ยืมเงินกับลูกหนี้ และกำหนดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด สัญญากู้จะตกเป็นโมฆะทั้งหมดหรือไม่ และผู้ให้กู้จะยังฟ้องบังคับคดีได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง:

โจทก์เป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ให้จำเลยกู้ยืมเงิน และจำเลยนำที่ดินมาค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งโจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58

จำเลยต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมเป็นโมฆะ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2568 วินิจฉัยว่า:

การที่โจทก์ “ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน” ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อ “วัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย” สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึง “ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน” และยังบังคับตามสัญญาได้

ส่วนข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย แม้จะตกเป็นโมฆะเพราะกำหนดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมไปสามารถแยกออกได้ จากส่วนดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ จึงไม่ทำให้สัญญากู้เป็นโมฆะทั้งหมด

อีกทั้งกรณียังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์กระทำการโดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ จึง ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ผลคดี:

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

สรุป:

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้นิติบุคคลผู้ให้กู้จะ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน และแม้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจะเป็นโมฆะเพราะเรียกเกินอัตรากฎหมาย แต่ สัญญากู้ไม่ได้เป็นโมฆะทั้งหมด เพราะต้นเงินสามารถแยกออกจากส่วนดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะได้ ผู้ให้กู้จึงยัง ฟ้องเรียกต้นเงินได้ และการฟ้องคดีเช่นนี้ ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411
  • พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3
  • พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4
  • ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5
  • พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

ตัวบทเต็ม

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5

“เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดดังระบุไว้ต่อไปนี้ หรือกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกัน ให้เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาต ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
(๑) การประกันภัย
(๒) การคลังสินค้า
(๓) การธนาคาร
(๔) การออมสิน
(๕) เครดิตฟองซิเอร์
(๖) การรับรองหรือรับซื้อตั๋วเงิน
การประกาศตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีจะกำหนดประเภท หรือลักษณะของกิจการด้วยก็ได้”

พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4

“บุคคลใด
(1) ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
    (ก) เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้
    (ข) กำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่น ๆ ไว้ในหลักฐานการกู้ยืมเงิน
    (ค) กำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ หรือโดยวิธีการใด ๆ จนเห็นได้ชัดว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่เกินสมควรแก่เหตุ
(2) ในการทวงถามหนี้จากลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งรับอุปการะลูกหนี้ เรียกเอาหรือรับเอาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดเกินกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ หรือค่าใช้จ่ายอันสมควรแก่เหตุ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า