สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2568
เรื่อง
สัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกัน อำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน และการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้
ประเด็นข้อกฎหมาย
เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จากเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงให้ตรวจสอบภายในกำหนดตามหนังสือบอกกล่าว
โดยโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน พร้อมกับหนังสือที่ให้จำเลยที่ 1 นำรถมาแสดง แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด
กรณีเช่นนี้ จะถือว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้วหรือไม่
และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่
ข้อเท็จจริง
จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้แก่โจทก์
สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 วรรคสอง กำหนดให้ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อ
“เข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา”
ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา
หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา
ต่อมา วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสอง ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา
จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563
ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563
แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์
จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563
ภายหลังจากวันที่ 7 มิถุนายน 2563 ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันอีกหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้”
จึงเป็นกรณีที่
“กำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน”
และเมื่อเจ้าหนี้ให้คำเตือนแล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้
“ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง”
ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถมาให้ตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือน ยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด
สำหรับการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด”
จึง
“ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง”
เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด
“โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2”
สรุป
คดีนี้ จุดสำคัญอยู่ที่การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา เพราะจำเลยที่ 1 ไม่นำรถแทรกเตอร์มาให้ตรวจสอบตามหนังสือบอกกล่าว
เมื่อโจทก์ส่งหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน พร้อมกับหนังสือเตือนจำเลยที่ 1 ให้นำรถมาแสดง แต่ในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด
หนังสือดังกล่าวจึงยังไม่ถือเป็น หนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง
เมื่อโจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันอีก หลังจากจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว
โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง
หมายเหตุ
คดีนี้ แม้ต้นฉบับมีการกล่าวถึงข้อเท็จจริงเรื่องการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไว้ในภูมิหลังของคดี
แต่ ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในชั้นฎีกาไม่ใช่เรื่องผิดนัดชำระค่างวด
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จากเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงให้ตรวจสอบภายในกำหนดตามหนังสือบอกกล่าว
และหนังสือที่ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันนั้น ส่งไปก่อนจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัด