⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518
เรื่อง
จอดรถขวางทางออก ไม่ให้ผู้อื่นนำรถออกไปได้ เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือเป็นการทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญ
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่จำเลยจอดรถขวางถนนซอย ไม่ให้โจทก์นำรถยนต์ออกไปได้ เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 หรือเป็นการ “รังแกข่มเหงทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ” ใน “ที่สาธารณสถาน” ตามมาตรา 397
ข้อเท็จจริง
จำเลยทั้งสองนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดขวางถนนซอย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ออกไปจากซอยได้ โจทก์จึงฟ้องว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเป็นการรังแกข่มเหงก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518 วินิจฉัยว่า
การที่จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุ “โจทก์ไม่ได้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด” เพราะ “โจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยนั้นได้” จำเลย “เพียงแต่ขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น” การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310
อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อว่า “จำเลยไม่ยอมถอยรถให้โจทก์ออกเป็นการรังแกข่มเหงโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ” และแม้ซอยที่เกิดเหตุจะเป็นซอยในที่ดินของเอกชนซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้านอยู่อาศัย แต่เมื่อประชาชนชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในที่ดินในซอยนั้นได้ ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำใน “ที่สาธารณสถาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 ให้จำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 500 บาท แต่โทษจำคุกให้ยกเสีย คงเหลือโทษปรับ
สรุป
การจอดรถขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้ ยังไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังตามมาตรา 310 เพราะโจทก์ยังมี “อิสระที่จะออกไปจากซอยนั้นได้” ไม่ได้ถูกทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
แต่การไม่ยอมถอยรถให้ จนอีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อนรำคาญ เป็นการ “รังแกข่มเหง” และเมื่อสถานที่เกิดเหตุเป็นบริเวณที่ประชาชนชอบจะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ ก็ถือเป็น “ที่สาธารณสถาน” จึงเป็นความผิดตามมาตรา 397
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (3), มาตรา 310, มาตรา 397