ธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ต้องรายงานข้อมูลการฝากหรือรับโอนเงินต่อกรมสรรพากรกรณีใด
และเกณฑ์ “3,000 ครั้ง” หรือ “400 ครั้ง และ 2,000,000 บาท” ต้องตีความอย่างไร
ประเด็นนี้ หากพิจารณาในเชิงลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ต้องแยกให้ชัดระหว่าง บทกฎหมายแม่บท กับ กฎหมายลำดับรอง
บทกฎหมายแม่บทที่ใช้บังคับโดยตรง คือ ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส ซึ่งบัญญัติให้ ผู้มีหน้าที่รายงาน ได้แก่ ธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มี “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” ต่ออธิบดีกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี สำหรับข้อมูลของปีที่ล่วงมา
ประเด็นสำคัญที่ต้องวางหลักให้ถูกต้องก่อน คือ เกณฑ์ตัวเลข 3,000 ครั้ง และ 400 ครั้ง พร้อมยอดรวม 2,000,000 บาท นั้น เป็นเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 3 สัตตรส โดยตรง มิใช่เป็นเกณฑ์ที่ไปปรากฏขึ้นครั้งแรกในกฎกระทรวง กล่าวคือ มาตราดังกล่าวกำหนดความหมายของคำว่า “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” ไว้ว่า เป็นกรณีที่บุคคลใดมีการ ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันในปีที่ล่วงมา ดังต่อไปนี้
1. ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป
หรือ
2. ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป
ดังนั้น หากจะอ้างฐานกฎหมายของเกณฑ์การรายงาน ต้องอ้าง ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส เป็นหลักก่อนเสมอ
ส่วน กฎกระทรวง ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2562) เป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร เพื่อกำหนด รายการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ที่ผู้มีหน้าที่รายงานต้องนำส่ง เช่น ข้อมูลระบุตัวบุคคล จำนวนครั้งของการฝากหรือรับโอนเงิน จำนวนเงินรวม และเลขที่บัญชีที่มีการฝากหรือรับโอนเงิน ตลอดจนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการนับรายการรับเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 16) มีฐานะเป็นกฎหมายลำดับรองอีกชั้นหนึ่ง ทำหน้าที่กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรายงานข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการนำส่งข้อมูล มิใช่บทที่กำหนดเกณฑ์ตัวเลข 3,000 ครั้ง หรือ 400 ครั้ง และ 2,000,000 บาท ขึ้นมาเอง
ในส่วนของการตีความคำว่า “ทุกบัญชีรวมกัน” นั้น หากอ่านจากตัวบทมาตรา 3 สัตตรส เพียงลำพัง อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่าหมายถึงทุกบัญชีของบุคคลนั้นจากทุกธนาคารหรือไม่ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาประกอบกับโครงสร้างหน้าที่ของ ผู้มีหน้าที่รายงาน และเอกสารอธิบายของกรมสรรพากร จะเห็นได้ว่า แนวปฏิบัติทางปกครองยึดถือความหมายว่า ทุกบัญชีรวมกันในผู้มีหน้าที่รายงานรายเดียวกัน หรือกล่าวโดยง่ายว่า ทุกบัญชีรวมกันในแบงก์เดียวกัน
กล่าวคือ หากบุคคลเดียวกันมีหลายบัญชีอยู่ในธนาคารเดียวกัน ธนาคารนั้นต้องนำบัญชีดังกล่าวมารวมกันเพื่อนับจำนวนครั้งและจำนวนเงินรวมว่าถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ แต่หากบุคคลนั้นมีบัญชีอยู่ต่างธนาคารกัน แต่ละธนาคารย่อมพิจารณาและรายงานเฉพาะข้อมูลของบัญชีที่อยู่ในระบบของตนเอง มิใช่นำข้อมูลบัญชีจากทุกธนาคารมารวมกันเป็นก้อนเดียวก่อนนับเกณฑ์
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด คือคำว่า “จำนวนครั้ง” ตามมาตรา 3 สัตตรส และกฎกระทรวงฉบับที่ 355 ใช้ถ้อยคำว่า “ฝากหรือรับโอนเงิน” เป็นฐานของการนับ จึงต้องตีความว่าเป็น ธุรกรรมเงินเข้า มิใช่ธุรกรรมเงินออก
ดังนั้น การนับจำนวนครั้งจึงเป็นการนับจาก
การฝากเงินเข้าบัญชี
การรับโอนเงินเข้าบัญชี
และการรับชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะที่กฎกระทรวงกำหนดให้นับรวม
กล่าวโดยย่อคือ เงินเข้าหนึ่งครั้ง ย่อมนับเป็นหนึ่งครั้ง ส่วนการถอนเงินออก หรือการโอนเงินออก มิใช่ธุรกรรมที่ใช้เป็นเกณฑ์ตามบทบัญญัตินี้
ในด้านช่วงเวลาที่ใช้พิจารณา มาตรา 3 สัตตรส ใช้ถ้อยคำว่า “ในปีที่ล่วงมา” ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเอกสารอธิบายของกรมสรรพากร ย่อมเข้าใจได้ว่าให้นับตาม รอบปีปฏิทิน คือระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปี มิใช่นับสะสมต่อเนื่องตลอดอายุของบัญชีเงินฝากหรือบัญชีรับโอนเงินนั้น
ผลในทางปฏิบัติคือ การวินิจฉัยว่าบุคคลใดเข้าข่ายเป็นผู้มี “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” หรือไม่ ต้องตรวจสอบจำนวนครั้งของธุรกรรมเงินเข้าและยอดรวมของธุรกรรมดังกล่าว ภายในปีปฏิทินนั้นเอง และเมื่อเข้าเกณฑ์แล้ว ผู้มีหน้าที่รายงานจึงมีหน้าที่นำส่งข้อมูลต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
หากจะสรุปในเชิงข้อกฎหมายให้กระชับที่สุด อาจสรุปได้ดังนี้
ประการแรก เกณฑ์ 3,000 ครั้ง หรือ 400 ครั้ง และยอดรวม 2,000,000 บาท เป็นเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส โดยตรง
ประการที่สอง กฎกระทรวง ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2562) มิใช่บทที่สร้างเกณฑ์ดังกล่าว แต่เป็นกฎหมายลำดับรองที่กำหนด รายการข้อมูลที่ต้องรายงาน และรายละเอียดเกี่ยวกับการนับธุรกรรม
ประการที่สาม คำว่า “ทุกบัญชีรวมกัน” ในทางปฏิบัติหมายถึง ทุกบัญชีรวมกันในแบงก์เดียวกัน หรือในผู้มีหน้าที่รายงานรายเดียวกัน
ประการที่สี่ คำว่า “จำนวนครั้ง” หมายถึงจำนวนครั้งของ การฝากหรือรับโอนเงินเข้า มิใช่ธุรกรรมเงินออก
ประการที่ห้า การพิจารณาใช้รอบ ปีปฏิทินของปีที่ล่วงมา และผู้มีหน้าที่รายงานต้องรายงานข้อมูลภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
อ้างอิง
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส
- กฎกระทรวง ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2562) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 16) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร
- เอกสารกรมสรรพากร เรื่อง “รู้เรื่องกฎหมายใหม่ เข้าใจ e-Payment”