สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568
เจ้าหนี้ผู้ยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการดังกล่าวหรือไม่
การแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน แล้วนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปใช้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน
จำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แต่ต่อมาจำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไปอันเป็นความเท็จ พนักงานสอบสวนหลงเชื่อจึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป
ต่อมาจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าโฉนดที่ดินหาย จนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อและออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง ทั้งที่ความจริงโฉนดที่ดินมิได้หายไป หากแต่อยู่กับ ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง
การกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดิน เพราะเป็นผู้ที่หลงเชื่อข้อความอันเป็นเท็จและดำเนินการออกเอกสารไปตามนั้น
แต่ความเสียหายดังกล่าว “มิได้เกิดแก่ ข. โดยตรง” เพราะจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. “เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น” โดย “ข. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าว หรือใบแทนของโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย” และ “สิทธิของ ข. ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองมีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลง” เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อเจ้าพนักงานที่ดิน
ดังนั้น ข. จึง “ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการ” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และย่อม “ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30
ส่วนลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน แล้วนำรายงานประจำวันอันเป็นเท็จไปใช้ประกอบการขอออกใบแทนโฉนด เป็นการกระทำที่ “เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว” คือเพื่อให้ทางราชการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำดังกล่าวจึง “เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท”
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริง แต่ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันอย่างที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ โดยให้แก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษฐาน ร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว
ศาลกำหนดโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือ จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท โดย นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
คดีนี้วางหลักว่า เจ้าหนี้ที่ยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันหนี้ ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อขอออกใบแทนโฉนด จึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์
ขณะเดียวกัน หากผู้กระทำแจ้งความเท็จว่าโฉนดหาย แล้วนำรายงานประจำวันนั้นไปใช้ขอออกใบแทนโฉนดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน การกระทำดังกล่าวย่อมเป็น “การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว” และเป็น “ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 267, 268
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), 30
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4