ฎีกาที่ 7563/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2568

เรื่อง

คำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลต้องให้แก้ไขก่อนหรือไม่?

ประเด็นข้อกฎหมาย

หากคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลต้องสั่งให้จำเลยแก้ไขก่อนหรือไม่

ข้อเท็จจริง

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง และ 317 วรรคสาม โดย “การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน และศาลเห็นว่า “พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุรอการลงโทษ”

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2567 ต่อมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เรือนจำพิเศษเชียงรายส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจำเลยลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มายังศาลชั้นต้น

ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี “ต้องห้ามฎีกา” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 219 การจะขออนุญาตฎีกาต้องดำเนินการตามมาตรา 221 แต่ “จำเลยเขียนคำร้องมาไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว” จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยจึงฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2568 วินิจฉัยว่า

คดีนี้แม้รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 37 ปี 96 เดือน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึง “ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามมาตรา 221

เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป มิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามมาตรา 216 และมาตรา 221 จำเลยจึงชอบที่จะยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น ขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

แต่คดีนี้ปรากฏว่า จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา “โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา” คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึง “ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221” ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นตรวจคำคู่ความ ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำคู่ความ ต้องคืนคำคู่ความที่ไม่ถูกต้องให้จำเลยกลับไปแก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า “คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ” แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้ถูกต้องเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึง “มิใช่การตรวจรับคำคู่ความ” และศาล “ไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบดังกล่าวได้”

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และเห็นว่า “ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

สรุป

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หากจำเลยประสงค์จะฎีกา ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยต้องขอให้ผู้พิพากษาที่กฎหมายกำหนดอนุญาตให้ฎีกา หากยื่นคำร้องโดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวอนุญาต คำร้องย่อม “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ศาลชั้นต้นย่อมยกคำร้องได้ และไม่ต้องคืนให้แก้ไขก่อน เพราะ “คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ”

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า