สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6542/2567
(ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ)
เรื่อง ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญา ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน และศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ อันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคและฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
ประเด็นข้อกฎหมาย
ผู้ประกอบธุรกิจที่รับจ้างก่อสร้างแบบครบวงจร แต่กลับไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามสัญญา ก่อสร้างโดยยังไม่ได้รับใบอนุญาต และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานในส่วนสำคัญหลายรายการ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย เช่นนี้ศาลมีอำนาจกำหนด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 หรือไม่
ข้อเท็จจริง
ผู้บริโภคว่าจ้างจำเลยซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ให้ก่อสร้างบ้านพักอาศัยแบบครบวงจร รวมทั้งออกแบบและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง แต่จำเลยกลับไม่ได้เตรียมแบบก่อสร้างและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้องตามสัญญา อีกทั้งยังดำเนินการก่อสร้างไปก่อนที่จะได้รับใบอนุญาต และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมในส่วนสำคัญหลายรายการ
ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและห้ามใช้อาคาร ผู้บริโภคจึงต้องนำแบบแปลนไปให้ผู้อื่นตรวจสอบและแก้ไข แล้วดำเนินการยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างด้วยตนเอง รวมทั้งต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาแก้ไขงานที่ไม่ได้มาตรฐานและก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6542/2567 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคาร ที่พักอาศัย สถานที่ทำการ ถนน สะพาน เขื่อน อุโมงค์ และเป็นที่ปรึกษางานวิศวกรรมและการบริหารโครงการทุกประเภท ย่อมสร้างความไว้วางใจและความคาดหวังของประชาชนผู้รับบริการว่าเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างทุกประเภทได้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า ผู้บริโภคตกลงว่าจ้างจำเลยแบบครบวงจรตั้งแต่ออกแบบ เตรียมแบบก่อสร้างพร้อมยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น เป็นเงินทั้งสิ้น 4,840,000 บาท ทว่าจำเลยกลับไม่ได้เตรียมแบบก่อสร้างและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทให้ถูกต้องตามสัญญา ดำเนินการก่อสร้างไปก่อนที่จะยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมในส่วนสำคัญหลายรายการ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย
พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้บริโภคต้องบอกเลิกสัญญา แล้วว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าดำเนินการแก้ไขงานที่ไม่ได้มาตรฐานและก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ อันเป็นการ จงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างอาคารพิพาทมาตั้งแต่ต้น มี เจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และเป็นการ ฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ให้จำเลยชดใช้แก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นเงิน 500,000 บาท
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า หากผู้ประกอบธุรกิจซึ่งย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน รับงานก่อสร้างแบบครบวงจรแล้วกลับจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญา ดำเนินการก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานในส่วนสำคัญ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย ย่อมถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคและฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจ ศาลจึงมีอำนาจกำหนด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ เพิ่มจากค่าเสียหายที่แท้จริงได้