สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6542/2567
เรื่อง
ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญา ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้มาตรฐาน อันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคและฝ่าฝืนความรับผิดชอบของธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
ประเด็นข้อกฎหมาย
- ค่าออกแบบแปลนในการก่อสร้างอาคารพิพาทและการยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง เป็นค่าแห่งการงานที่จำเลยได้ทำไปแล้วหรือไม่ เพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และมาตรา 587
- ในคดีผู้บริโภค เมื่อไม่มีการชี้สองสถานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง วันนัดพร้อมจะถือเป็นวันนัดสืบพยานหรือไม่ และการยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การในวันดังกล่าวจะอยู่ภายในกำหนดเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7, 24 และ 32 หรือไม่
- การกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39
- กรณีผู้ประกอบธุรกิจจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญา มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้หรือไม่ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42
ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ผู้บริโภคว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารบ้านพักอาศัยสองชั้นบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1230 ในราคาค่าจ้างเหมารวมค่าแรงและค่าวัสดุอุปกรณ์เป็นเงิน 4,840,000 บาท ตกลงแบ่งจ่ายค่าจ้างเป็น 9 งวด ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2558 ผู้บริโภคว่าจ้างให้จำเลยก่อสร้างห้องเพิ่มเติมเป็นเงิน 347,520 บาท ตกลงแบ่งจ่ายค่าจ้างเป็น 3 งวด ผู้บริโภคชำระเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยตามสัญญาหลักแล้ว 5 งวด เป็นเงิน 3,372,000 บาท และตามสัญญาเพิ่มเติมอีก 1 งวด เป็นเงิน 120,000 บาท รวมชำระไปแล้ว 3,492,000 บาท
จำเลยเริ่มตอกเสาเข็มและดำเนินการก่อสร้างขณะยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ผู้บริโภคเข้าตรวจสอบพบว่าอาคารพิพาทก่อสร้างไม่มั่นคงแข็งแรง โครงสร้างหลังคาเกิดการสั่นไหวเมื่อลมพัด ผนังกำแพงล้มลง และเมื่อตรวจสอบโดยเทศบาลตำบลนายางพบว่า จำเลยยังไม่ได้ขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาท อีกทั้งการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานหลายรายการ เช่น ไม่ทาสีกันสนิมบางส่วน ไม่ทาสีน้ำมันทุกส่วนของโครงหลังคา เสริมเหล็กโครงหลังคาและยิงน็อตไม่ครบตามรายการคำนวณของผู้ผลิต ไม่พ่นสีบริเวณที่ยิงน็อต เสริมเหล็กโครงหลังคาไม่ครบตามแบบแปลนและลดขนาดเล็กลง ไม่เทคอนกรีตเสาตอม่อ เสริมเหล็กปลอกเสาตอม่อไม่ครบตามแบบ ไม่ตีแบบหล่อคอนกรีตฐานราก เสาคอนกรีตแตกหักง่าย และค่ากำลังอัดคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐานและตามที่กำหนดในแบบแปลน
ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2558 นายกเทศมนตรีตำบลนายางมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามใช้อาคาร และให้ผู้บริโภคยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างภายใน 30 วัน จำเลยหยุดการก่อสร้างและขนย้ายคนงานออกไป ผู้บริโภคแจ้งให้จำเลยดำเนินการขอรับใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้อง และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้แก้ไขแบบแปลนรวม 2 ครั้ง จำเลยดำเนินการแก้ไขแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ผู้บริโภคจึงต้องนำแบบแปลนดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นตรวจสอบและแก้ไข แล้วนำไปยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างด้วยตนเองจนได้รับใบอนุญาตในที่สุด จากนั้นผู้บริโภคว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมและก่อสร้างอาคารพิพาทจนแล้วเสร็จ
ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้บริโภคมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่ได้รับเกินไปกว่างานที่ทำ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายคืนแก่ผู้บริโภค แต่จำเลยเพิกเฉย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6542/2567 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างผู้บริโภคกับจำเลยเป็น สัญญาจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 และขณะเดียวกันก็เป็น สัญญาต่างตอบแทน เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว คู่สัญญาต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง หากมีการงานส่วนใดที่จำเลยได้ทำเสร็จแล้วและไม่อาจให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ก็ต้องบังคับตามมาตรา 391 วรรคสาม คือให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานนั้น
สำหรับค่าออกแบบแปลนในการก่อสร้างอาคารพิพาทและการยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้น ค่าจ้างงวดที่ 1 ได้แก่ เตรียมแบบก่อสร้างพร้อมยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้าง 426,000 บาท แม้จำเลยได้ดำเนินการเตรียมแบบก่อสร้างแล้วและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาท แต่แบบแปลน รายการประกอบแบบ และรายการคำนวณยังไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น แม้จำเลยแก้ไขแบบแปลน 2 ครั้ง ก็ยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ผู้บริโภคจึงต้องนำแบบแปลนดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นตรวจสอบและแก้ไข แล้วนำไปยื่นคำขอใบอนุญาตด้วยตนเองจนได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาท
พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่า จำเลยดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างในงวดที่ 1 ไปแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าแห่งการงานในส่วนนี้ให้แก่จำเลยเต็มมูลค่าค่าจ้าง 426,000 บาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคำนึงถึงผลแห่งการงานที่จำเลยกระทำให้แก่ผู้บริโภคแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าแห่งการงานในส่วนนี้ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 350,000 บาท รวมกับมูลค่างานที่จำเลยทำไปแล้วอีก 2,377,000 บาท รวมเป็น 2,727,000 บาท เมื่อหักกลบกับเงินที่ผู้บริโภคชำระให้แก่จำเลยไปแล้ว 3,492,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค 765,000 บาท
ในประเด็นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา มิได้มีบัญญัติเรื่องการแก้ไขคำให้การไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้โดยอนุโลม แต่การพิจารณาคดีผู้บริโภคตามมาตรา 24 และมาตรา 32 มีลักษณะแตกต่างจากคดีแพ่งสามัญ กล่าวคือ เมื่อศาลสั่งรับคำฟ้องแล้ว ให้กำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน และก่อนการสืบพยานให้ศาลแจ้งประเด็นข้อพิพาทให้คู่ความทราบ จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติเรื่องชี้สองสถานของ ป.วิ.พ. มาปรับใช้ในคดีผู้บริโภคอีก
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน แต่ต่อมาคู่ความประสงค์จะเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ศาลจึงเลื่อนไปนัดไกล่เกลี่ย แล้วภายหลังนัดพร้อมโดยไม่ได้นัดสืบพยาน ครั้นถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีผู้บริโภคในวันนัดพร้อม จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชี้สองสถานตาม ป.วิ.พ. และเมื่อวันนัดพร้อมมิใช่วันนัดสืบพยาน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การในวันดังกล่าว จึงเป็นการยื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ได้
ส่วนความเสียหายอื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญาก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้น ข้อ 3.1 ระบุว่าผู้รับจ้างจะเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ทำงานที่จ้าง ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน นับตั้งแต่วันที่ตอกหรือเจาะเสาเข็ม เมื่อจำเลยเริ่มตอกเสาเข็มเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 จึงครบกำหนดที่จำเลยจะต้องก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 28 เมษายน 2558 แต่จำเลยก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในวันดังกล่าว ผู้บริโภคจึงไม่สามารถเข้าพักอาศัยหรือใช้ประโยชน์จากบ้านพักได้
ประกอบกับผู้บริโภคต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาแก้ไขซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานของจำเลย ในราคาค่าจ้างรวม 229,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นความเสียหายอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากเงินที่จำเลยต้องคืนแก่ผู้บริโภค จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็น ค่าขาดประโยชน์จากการไม่สามารถเข้าพักอาศัยในบ้านพักหรือนำออกหาประโยชน์อย่างอื่นได้ ตั้งแต่วันครบกำหนดก่อสร้างถึงวันที่ซ่อมแซมแล้วเสร็จ เป็นเวลา 4 เดือนเศษ เป็นเงิน 40,000 บาท และให้รับผิดค่าจ้างบุคคลภายนอกที่เข้ามาแก้ไขซ่อมแซมงานก่อสร้างอีก 229,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 269,000 บาท
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่จำเลยก่อสร้างบ้านพักโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมหลายรายการ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องมีคำสั่งระงับการก่อสร้างและห้ามใช้อาคาร และเมื่อผู้บริโภคแจ้งให้จำเลยยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างตามสัญญาและให้แก้ไขแบบแปลนโครงสร้างคานหลังคา จำเลยก็ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ จนผู้บริโภคต้องมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายโดยผิดกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดอีกส่วนหนึ่งด้วย
เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าเสียหายที่ผู้บริโภคเรียกร้องยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย จึงกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 269,000 บาท
สำหรับ ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยใช้ถ้อยคำสำคัญว่า
“จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคาร ที่พักอาศัย สถานที่ทำการ ถนน สะพาน เขื่อน อุโมงค์ และเป็นที่ปรึกษางานวิศวกรรมและการบริหารโครงการทุกประเภท ย่อมสร้างความไว้วางใจและความคาดหวังของประชาชนผู้รับบริการว่าเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างทุกประเภทได้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม”
และวินิจฉัยต่อไปว่า
“ผู้บริโภคตกลงว่าจ้างจำเลยแบบครบวงจรตั้งแต่ออกแบบ เตรียมแบบก่อสร้างพร้อมยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น เป็นเงินทั้งสิ้น 4,840,000 บาท แต่จำเลยกลับไม่ได้เตรียมแบบก่อสร้างและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทให้ถูกต้องตามสัญญา ดำเนินการก่อสร้างไปก่อนที่จะยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมในส่วนสำคัญหลายรายการ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย... เป็นเหตุให้ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาแล้วว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการแก้ไขงานที่ไม่ได้มาตรฐานและดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ อันเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างอาคารพิพาทมาตั้งแต่ต้น มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และยังกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน”
ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ให้จำเลยชดใช้แก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นเงิน 500,000 บาท
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักว่า เมื่อสัญญาจ้างทำของเลิกกันแล้ว งานส่วนที่ผู้รับจ้างได้ทำไปแล้ว แม้ยังไม่ถูกต้องครบถ้วน ก็อาจถือเป็น ค่าแห่งการงาน ได้ แต่ศาลย่อมกำหนดให้เพียงตามสมควรแก่ผลแห่งการงานที่เกิดขึ้นจริง ไม่จำต้องให้เต็มตามจำนวนค่าจ้างที่กำหนดไว้ในสัญญา
อีกทั้ง ในคดีผู้บริโภค เมื่อกฎหมายกำหนดกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะแล้ว วันนัดพร้อมมิใช่วันชี้สองสถาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงยังอยู่ในกำหนดเวลาตามกฎหมาย
และที่สำคัญ หากผู้ประกอบธุรกิจซึ่งย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน กลับจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญา ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานในส่วนสำคัญ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย และมีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ศาลย่อมมีอำนาจกำหนด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ เพิ่มจากค่าเสียหายที่แท้จริงได้ เพื่อป้องปรามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำต่อผู้บริโภครายอื่นอีก
ที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้บริโภค 1,034,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และชำระ ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ อีก 500,000 บาท
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7, 24, 32, 39, 42
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391, 587
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180