สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2532
เรื่อง:
การเข้าไปในเคหสถานเพื่อทวงค่าแรงที่ค้างบุตรชายของจำเลย เป็นการเข้าไปโดยมีเหตุสมควรโดยสุจริตหรือไม่ และเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่จำเลยเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายเพื่อทวงค่าแรงที่ผู้เสียหายค้างบุตรชายของจำเลย แม้จำเลยจะได้ถือมีดไปด้วย แต่ก็เป็นเพียงมีดเหลียนซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปใช้สำหรับหวดหญ้า และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้เห็นว่าจำเลยตั้งใจจะไปทำร้ายผู้เสียหายตั้งแต่แรก จะถือว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุก ทำร้ายร่างกาย และชิงทรัพย์ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายค้างค่าแรงบุตรชายของจำเลยจริง จำเลยจึงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อทวงค่าแรงดังกล่าว โดยจำเลยได้ถือมีดเหลียนติดตัวไปด้วย
ต่อมาเมื่อทวงค่าแรงจากผู้เสียหายไม่ได้ จำเลยใช้มีดเหลียนดังกล่าวฟันผู้เสียหาย แต่ถูกแขนเสื้อของผู้เสียหายขาด ไม่ถูกตัวผู้เสียหาย ภายหลังเกิดเหตุไม่นาน ผู้เสียหายไปแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเจ้าพนักงานตำรวจเห็นที่แขนเสื้อของผู้เสียหายข้างหนึ่งมีรอยฉีกขาด และต่อมาได้ไปที่บ้านจำเลย พบมีดเหลียนที่จำเลยใช้เป็นอาวุธวางอยู่กับพื้นในบริเวณบ้าน จึงได้ยึดไว้เป็นของกลาง
นอกจากนี้ ภายหลังจากการทำร้ายดังกล่าวแล้ว จำเลยยังเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป โดยจำเลยอ้างว่าได้ยึดเอาไว้ให้ผู้เสียหายไปจ่ายค่าแรงบุตรชายจำเลย แล้วจำเลยจึงจะคืนให้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2532 วินิจฉัยว่า
ข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า ผู้เสียหายค้างค่าแรงบุตรชายของจำเลยจริง การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อทวงค่าแรงดังกล่าวเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุสมควรโดยสุจริต แม้จำเลยจะได้ถือมีดไปด้วย แต่ก็เป็นเพียงมีดเหลียนซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปใช้สำหรับหวดหญ้า และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้เห็นว่าจำเลยตั้งใจจะไปทำร้ายผู้เสียหายตั้งแต่แรก จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุก ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา
สรุป
ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่เจตนาในการเข้าไปในเคหสถาน ไม่ใช่ดูเพียงว่าจำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายหรือถือมีดติดตัวไปด้วยหรือไม่ เมื่อศาลรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าไปเพื่อทวงค่าแรงที่ค้างบุตรชายของจำเลย อันเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุสมควรโดยสุจริต และไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งใจจะไปทำร้ายผู้เสียหายตั้งแต่แรก จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365
หมายเหตุ
แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุก และไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่ยังคงมีความผิดในข้อหาอื่น คือ พยายามทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 80 และลักทรัพย์ ตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก โดยศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษ 2 กระทง คือ กระทงแรกจำคุก 2 เดือน และกระทงหลังจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน