สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567
แต่ต่อมาศาลยกฟ้อง ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดชำระ “ค่าขาดราคา”
ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อหรือไม่?
ประเด็นข้อกฎหมาย:
ป.พ.พ. มาตรา 391
ประเด็นต้องวินิจฉัย:
จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่
ข้อเท็จจริง:
จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 1,166,160 บาท
ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 48 งวด
เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 และงวดต่อไปชำระทุกวันที่ 22 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ
หลังจากทำสัญญา จำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 23 งวด
เป็นเงิน 558,785 บาท
ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจของสถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่งยึดไว้เป็นของกลาง
และดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ภายหลังโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่30 มีนาคม 2563 และนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงิน 276,060 บาท
ตามใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี
สำหรับค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ พร้อมดอกเบี้ย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ซึ่งคู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกาในส่วนค่าติดตามยึดรถยนต์ดังกล่าว
คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567 วินิจฉัยว่า:
ตามสัญญาเช่าซื้อ
ข้อ 3 วรรคสอง
ระบุว่า “ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย
หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ
ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า
ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม
การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด
เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร
แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า
ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้”
ส่วนข้อ4 ระบุว่า
“หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย
ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใด เป็นเหตุให้รถถูกยึด
อายัด ริบ หรือตกเป็นของรัฐ หรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร... หรือ
ตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันที
และผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรค2”
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า
รถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง
กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด
หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย หรือใช้โดยประการอื่นใด
จนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4
แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลย
ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว
จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ
หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด
เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น
แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมา หาใช่ค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ
หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์
ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้
เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
สรุป:
เมื่อรถยนต์เช่าซื้อถูกยึดในการดำเนินคดีอาญาแต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง จนรับฟังได้ว่าไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ
กรณีย่อมเข้าตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง
และผู้เช่าซื้อรับผิดเพียงค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น
ไม่ต้องรับผิดชำระ “ค่าขาดราคา” ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567
ป.พ.พ. มาตรา 391
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใดจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมา หาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์