สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568
ประเด็นข้อกฎหมาย
จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรส ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่เกิดจากการขอมีและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ และต่อมาขอเพิ่มวงเงินหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท
ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินดังกล่าว มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม
โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568 วินิจฉัยว่า
ซึ่งกำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย
แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์
กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น
หนังสือให้ความยินยอมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรสทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป
จึงเป็นเพียง
ทั้ง
เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป
สรุป
การที่คู่สมรสลงชื่อให้ความยินยอมในการขอใช้สินเชื่อไว้เป็นการทั่วไป เป็นเพียงการแสดงเจตนารับรู้ ไม่ใช่การให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) คู่สมรสอีกฝ่ายจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้นั้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4)
หนี้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476
บัญญัติเรื่องการจัดการสินสมรสบางประเภทที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย