ผู้ขับขี่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทายาทจะได้รับเงินกรณีเสียชีวิตทุกรณีหรือไม่
กรณีผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายถูก และมีผู้ต้องรับผิดตามกฎหมายต่ออุบัติเหตุ แม้ผู้ทำละเมิดจะเสียชีวิตไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา บริษัทประกันภัยยังต้องรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นหรือไม่ และข้อสัญญาที่จำกัดความรับผิดไว้เพียงค่าเสียหายเบื้องต้นจะตีความอย่างไร
โจทก์เป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ท. ผู้ตาย ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่ทำ พ.ร.บ. ไว้กับจำเลย คือ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ในคดีนี้
ต่อมา นาง ท. ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งที่ นาย ท. เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นาง ท. ถึงแก่ความตาย
พนักงานสอบสวนเห็นว่า นาย ท. เป็นฝ่ายประมาท แต่สรุปสำนวนสั่งไม่ฟ้อง เพราะนาย ท. ถึงแก่ความตายไปก่อน
จำเลยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท ให้โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมแล้ว แต่ปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลืออีก 265,000 บาท
กรมธรรม์ข้อ 3.1.7 ที่ว่า หากผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุ หรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดของตนเองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น มีได้เพียง 2 กรณี คือ
1️⃣ ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด
2️⃣ “ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น” จริง ๆ
ศาลฎีกายังอธิบายด้วยว่า ตัวอย่างความหมายของข้อความว่า “ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่นั้น” นั้น “มุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด” เช่น กรณีรถชนแล้วหลบหนี ไม่สามารถติดตามหรือทราบได้ว่าผู้ใดต้องรับผิดตามกฎหมาย
แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นาง ท. มิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุ และยังมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ นาย ท. โดยศาลฎีกาใช้ถ้อยคำชัดเจนว่า
ดังนั้น จึง “ไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น” ตามข้อ 3.1.7 ได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดข้อความไว้ล่วงหน้าฝ่ายเดียว ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่อาจแก้ไขได้ จึง
และเมื่อข้อความในสัญญาไม่ชัดเจน กรมธรรม์ดังกล่าวจึงเป็น “สัญญาสำเร็จรูป” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 3
เมื่อมีข้อสงสัย จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญา โดยศาลสรุปว่า
จำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายเต็มจำนวนความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์ในคดีนี้เป็นเงิน 300,000 บาท
เมื่อจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปแล้ว 35,000 บาท
จึงต้องจ่ายเพิ่มอีก 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษา
คดีนี้เป็นคดีที่เกิดขึ้นภายใต้แบบตารางกรมธรรม์ในขณะนั้น ซึ่งกำหนดจำนวนเงินคุ้มครองกรณีเสียชีวิตไว้ 300,000 บาท
แต่อย่างไรก็ดี ตามแบบและข้อความตารางกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับฉบับปัจจุบัน ซึ่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้กำหนดจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เป็น 500,000 บาทต่อหนึ่งคน จากเดิม 300,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่า แม้วงเงินคุ้มครองปัจจุบันจะเพิ่มเป็น 500,000 บาท แล้วก็ตาม ตารางกรมธรรม์ฉบับปัจจุบันก็ยังระบุไว้ชัดว่า กรณีผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัย จะได้รับความคุ้มครอง ไม่เกินจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้น ตามรายการ 5
และสำหรับกรณีเสียชีวิต ค่าเสียหายเบื้องต้นยังคงอยู่ที่ 35,000 บาทต่อหนึ่งคน
คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกกรณี
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า ผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัย แม้จะเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ก็อาจมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้นได้ ถ้าตนเองไม่ใช่ฝ่ายผิดหรือประมาท และยังมีผู้ต้องรับผิดตามกฎหมายต่ออุบัติเหตุ
ส่วนในปัจจุบัน แม้แบบตารางกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับจะปรับวงเงินคุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงเป็น 500,000 บาทต่อหนึ่งคน แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีข้อความกำหนดว่า กรณีผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัย จะได้รับความคุ้มครอง ไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น
ดังนั้น คำว่า
“ผู้ขับขี่เสียชีวิตจะได้ 500,000 บาทจาก พ.ร.บ. ทุกกรณี”
จึงยัง ไม่ถูกต้องเสมอไป
- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4
- พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 3 และมาตรา 4 วรรคสอง