สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568 (ประชุมใหญ่)
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่ชายหญิงอยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานาน ต่อมาฝ่ายชายพร้อมมารดาและญาติไปสู่ขอ และตกลงให้มารดาฝ่ายหญิงเป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาเพื่อจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณี หรือเป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรสที่ต้องมีการหมั้นเสียก่อน
และหากฝ่ายชายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจนต้องยกเลิกงาน มารดาฝ่ายหญิงในฐานะคู่สัญญาจะมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
จำเลยกับบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 เป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน โดยญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้
ต่อมาจำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ และตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์
โจทก์จึงได้จ่ายเงินมัดจำในการจัดงานบางส่วนไว้ล่วงหน้า
แต่ก่อนถึงวันงาน จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก เก็บของออกจากห้องพัก และโทรศัพท์แจ้งโจทก์ว่าเลิกกับบุตรสาวโจทก์แล้ว เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการจัดพิธีแต่งงาน
ต่อมาจำเลยได้ชำระค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 20,000 บาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า
1) ไม่ใช่สัญญาจะสมรส
การตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นในกรณีนี้ ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่งเพื่อจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น มิใช่สัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์
อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
2) โจทก์มีอำนาจฟ้อง และเป็นความรับผิดฐานผิดสัญญา
การที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 20,000 บาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพัน
เมื่อโจทก์ได้จัดเตรียมงานไปตามข้อตกลงแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรักจนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกงาน จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา
และเมื่อกรณีนี้มิใช่สัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1439 เรื่องไม่มีการหมั้นแล้วไม่ต้องรับผิด มาใช้ปฏิเสธความรับผิดได้ ดังนั้น โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
3) เป็นเรื่องผิดสัญญา ไม่ใช่ละเมิด
ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยว่า กรณีนี้มิใช่เรื่องไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันจะเป็นการละเมิด เพราะการจะเป็นละเมิดได้ต้องเป็นการกระทำโดยผิดกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420
ดังนั้น ฐานความรับผิดของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นเรื่องผิดสัญญา มิใช่ละเมิด
4) ค่าเสียหายที่เรียกได้
ศาลรับฟังว่าโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานพิธีแต่งงานจริง เช่น
- ค่ามัดจำหมู
- ค่าเช่าเต็นท์
- ค่าเครื่องเสียง
- ค่าของชำร่วย
- ค่าของรับไหว้
- ค่าที่นอน
- ค่ามัดจำชุดแต่งงาน
- ค่าพิมพ์บัตรเชิญ
- ค่ามัดจำช่างภาพ
ค่าใช้จ่ายดังกล่าวถือเป็นค่าเสียหายตามปกติจากการผิดสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง
นอกจากนี้ การที่งานแต่งต้องยกเลิกกะทันหันเพราะจำเลยมีหญิงอื่น ย่อมทำให้โจทก์และบุตรสาวได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากพฤติการณ์พิเศษซึ่งจำเลยคาดเห็นหรือควรคาดเห็นได้ล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง
สรุปหลักกฎหมายจากคำพิพากษานี้
- ข้อตกลงให้มารดาฝ่ายหญิงจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่น เป็นสัญญาที่มีผลผูกพันได้
- ข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส
- แม้ไม่มีของหมั้น ก็ไม่ทำให้ฝ่ายชายพ้นความรับผิด
- มารดาฝ่ายหญิงฟ้องได้ในฐานะคู่สัญญา
- เรียกค่าเสียหายได้ทั้งค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานและความเสียหายต่อชื่อเสียง
- ความรับผิดในคดีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญา ไม่ใช่ละเมิด
บทสรุป
ข้อตกลงให้มารดาฝ่ายหญิงจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่น ภายหลังที่ชายหญิงอยู่กินฉันสามีภริยากันมานานแล้ว ย่อมเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันได้ แม้ไม่มีของหมั้น และไม่ใช่สัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส
หากฝ่ายชายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจนต้องยกเลิกงาน มารดาฝ่ายหญิงในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาได้ ทั้งในส่วนค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานและความเสียหายต่อชื่อเสียง โดยเป็นความรับผิดฐานผิดสัญญา มิใช่ละเมิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568 (ประชุมใหญ่)