ฎีกาที่ บค. 1/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ บค. 1/2568

เรื่อง: การส่งผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ และการนับระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นโทษจำคุก

📌 ประเด็นข้อกฎหมาย

  • ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจไต่สวนตรวจสอบหรือไม่ว่า การบังคับโทษจำคุกเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่?
  • การส่งตัวจำเลยไปรักษานอกเรือนจำ และอธิบดีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวอยู่ภายนอกเรือนจำต่อเนื่องจนได้รับการปล่อยตัว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเป็นการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่?
  • ระยะเวลาที่จำเลยอยู่โรงพยาบาลตำรวจ จะนับเป็นเวลารับโทษจำคุกได้หรือไม่?

📋 ข้อเท็จจริงโดยย่อ

  • วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ให้จำคุกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม 4/2551 มีกำหนด 3 ปี, คดีหมายเลขแดงที่ อม 5/2551 มีกำหนด 5 ปี และคดีหมายเลขแดงที่ อม 10/2552 มีกำหนด 2 ปี โดยให้นับโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม 5/2551 ต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม 4/2551 และโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม 10/2552 ต่อมาอีกทอดหนึ่ง
  • ภายหลังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครรับตัวจำเลยไว้ตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ได้นำตัวจำเลยไปคุมขังไว้ที่ห้องกักโรคแดน 7 ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ต่อมาในคืนเดียวกันมีการส่งตัวจำเลยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยระบุอาการว่าแน่นหน้าอก ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ และอ่อนเพลีย และจำเลยเข้ารับการรักษาที่ห้องพักพิเศษ ชั้น 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา (มภร.) ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2566
  • วันที่ 31 สิงหาคม 2566 มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้จำเลย เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี ตามกำหนดโทษตามคำพิพากษา
  • ต่อมามีการอนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน, เกินกว่า 60 วัน และเกินกว่า 120 วัน ตามลำดับ ก่อนที่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 จำเลยจะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครออกหนังสือสำคัญพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ โดยในวันเดียวกันนั้นจำเลยออกจากโรงพยาบาลตำรวจ

⚖️ คำวินิจฉัยของศาล

  • อำนาจการตรวจสอบของศาล: ศาลวินิจฉัยว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 89 หมายขังหรือหมายจำคุกต้องจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้นในเขตศาลซึ่งออกหมาย ดังนั้น เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่าอาจมีการบังคับโทษจำเลยไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ย่อมมีอำนาจไต่สวนและตรวจสอบได้ว่า การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำและการอนุญาตให้อยู่ภายนอกเรือนจำต่อเนื่องนั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเป็นการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่
  • พฤติการณ์การรักษาตัว: ศาลรับฟังว่า โรคประจำตัวของจำเลยรวม 10 ข้อ แต่มีเพียง 3 โรคที่แพทย์เห็นว่าจำเลยควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โรคหัวใจ และโรคไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำในวันและเวลาราชการ เนื่องจากไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน ส่วนโรคประจำตัวอื่นเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่า จำเลยทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและสภาวะร่างกายของตนเอง และยังมีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์ อีกทั้งได้รับประโยชน์จากการพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนได้รับการปล่อยตัว จึงไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่โดยมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยเพื่อถือเอาประโยชน์จากระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักวันคุมขังโทษตามคำพิพากษา
  • ผลทางกฎหมาย: จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมด ศาลรับฟังได้ว่า การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นการไม่ชอบ และการบังคับโทษจำเลยตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของกฎหมายตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 จึงเป็นการบังคับโทษที่มิชอบด้วยกฎหมาย
  • บทสรุปการรับโทษ: เมื่อเป็นการบังคับโทษที่มิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจถือเอาช่วงระยะเวลาที่จำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจมาอ้างว่าตนได้รับโทษจำคุกแล้วได้ และกรมราชทัณฑ์ก็ไม่อาจถือเอาระยะเวลาดังกล่าวมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาในการพักการลงโทษให้จำเลยได้ ศาลจึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย โดยให้จำคุก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการ

💡 สรุป (Key Takeaway)

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า ศาลที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดยังมีอำนาจไต่สวนตรวจสอบได้ว่า การบังคับโทษจำคุกเป็นไปตามหมายและตามกฎหมายหรือไม่ แม้ผู้บัญชาการเรือนจำและอธิบดีกรมราชทัณฑ์จะมีอำนาจตามกฎหมายราชทัณฑ์ในการส่งผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ แต่การใช้อำนาจดังกล่าวยังต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมาย หากการส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำในคดีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระยะเวลาที่ผู้ต้องขังอยู่โรงพยาบาลย่อมไม่นับเป็นเวลารับโทษจำคุก และไม่อาจนำไปใช้เป็นเกณฑ์ประกอบการพักการลงโทษได้ ผู้ต้องขังจึงยังต้องรับโทษจำคุกต่อไปตามกฎหมาย

แชร์บทความนี้

f Facebook LINE

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า