สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568
ประเด็นข้อกฎหมาย
- คำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายมีผลบังคับให้ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกตามนั้นได้หรือไม่?
- ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองเพียงผู้เดียวโดยทายาทอื่นไม่ยินยอม เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?
- ทายาทที่ได้รับความเสียหายเพียงคนเดียวฟ้องเพิกถอนการโอนมรดก ศาลจะเพิกถอนให้ทั้งหมดหรือเฉพาะส่วนของทายาทผู้นั้น?
ข้อเท็จจริง
- ฮ. ผู้เป็นบิดา (เจ้ามรดก) มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายว่า ให้ยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1
- แต่บิดาถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด
- จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียว
- จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และ 3 โดยเสน่หา
- โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย
- ทายาทโดยธรรมทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้
- โจทก์ไม่ได้ถูกตัดมิให้รับมรดก และไม่ได้แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
- โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกและการให้โดยเสน่หาดังกล่าวทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่4273/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า:
- 1. คำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายไม่ใช่พินัยกรรม: แม้บิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามกฎหมาย
- 2. หน้าที่ของผู้จัดการมรดก: จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
- 3. การโอนให้ตนเองโดยพลการไม่มีผลผูกพัน: การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองแต่ผู้เดียว และยกให้ผู้อื่นต่อ โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ และไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้
- 4. ฟ้องคนเดียว เพิกถอนได้เฉพาะส่วนของตน: เนื่องจากเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่4 คน และมีผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่ทายาทที่ตายไปก่อนอีก 1 สาย รวมเป็น 5 ส่วน โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมคนอื่นประสงค์จะขอให้เพิกถอนด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ศาลจึงให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกและการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น
คำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตาย ไม่สามารถใช้แทนพินัยกรรมได้ ทรัพย์มรดกต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมาย หากผู้จัดการมรดกแอบโอนที่ดินให้ตัวเองโดยทายาทอื่นไม่ยินยอม ย่อมถูกฟ้องเพิกถอนได้ แต่ข้อควรระวังคือ หากทายาทมาฟ้องศาลเพียงคนเดียว (เพื่อรักษาสิทธิของตน) ศาลจะสั่ง เพิกถอนนิติกรรมให้เฉพาะตาม "สัดส่วน" ที่ทายาทผู้ฟ้องมีสิทธิได้รับเท่านั้น (ในกรณีนี้คือ 1ใน 5 ส่วน) ไม่ได้สั่งเพิกถอนให้กลับมาเป็นมรดกกองกลางทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568
ป.พ.พ. มาตรา 1599, มาตรา 1612, มาตรา 1629, มาตรา 1719, มาตรา 1750
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2)
แม้ ฮ. ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาโดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของ ฮ. แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของ ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของ ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของ ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของ ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของ ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้ง ด. ทายาทโดยธรรมของ ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ ด. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5ส่วนเท่านั้น