สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2567
เรื่อง
การถอนฟ้องคดีอาญาเพื่อไปยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ และอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
ประเด็นข้อกฎหมาย
- การถอนฟ้องเพื่อไปยื่นฟ้องใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา มิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36
- การที่ศาลจะปรับบทลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ได้ ศาลนั้นต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเสียก่อน
- คดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อมีการอุทธรณ์ในส่วนอาญาแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้ โดยไม่จำต้องขออนุญาตอุทธรณ์ในส่วนแพ่ง
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 800,000 บาท แต่เนื่องจากความผิดตามมาตรา 328 มีอัตราโทษเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง เพื่อไปยื่นฟ้องใหม่ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจ และหลังจากนั้นเพียง 6 วัน โจทก์ก็ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์เป็นคดีนี้
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนอาญา แต่ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 10,000 บาท ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แล้วจำเลยฎีกา
ข้อต่อสู้ของจำเลยในชั้นฎีกา
จำเลยยกข้อต่อสู้ขึ้นฎีกาเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ฟ้องของโจทก์ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36 หรือไม่
จำเลยฎีกาว่า โจทก์เคยฟ้องคดีในมูลเหตุเดียวกันต่อศาลแขวงนครสวรรค์มาก่อน และภายหลังถอนฟ้องไปแล้วกลับนำคดีเดิมมาฟ้องใหม่ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์อีก จึงเป็นกรณีที่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36 อีกทั้งทำให้จำเลยต้องถูกดำเนินคดีหลายครั้งไม่รู้จักจบสิ้น
นอกจากนี้ จำเลยยังอ้างด้วยว่า แม้โจทก์จะฟ้องรวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเกินอำนาจศาลแขวงมาด้วย แต่ก็ยังมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์รวมอยู่ด้วย ศาลแขวงนครสวรรค์จึงยังมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ และอาจปรับบทลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ได้
2. คดีส่วนแพ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่
จำเลยฎีกาว่า คดีส่วนแพ่งมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่ควรรับวินิจฉัยในส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2567 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องขอถอนฟ้องในคดีเดิมของโจทก์ระบุเหตุไว้อย่างชัดเจนว่า
...“เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นคดีที่เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์จึงมีความประสงค์ขอถอนฟ้องคดีเพื่อนำคดีไปยื่นฟ้องใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมต่อไป คือ ศาลจังหวัดนครสวรรค์...”
เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากถอนฟ้องในคดีเดิมเพียง 6 วัน โจทก์ก็ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ จึงแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ถอนฟ้องเพื่อไปฟ้องคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจ มิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาด ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
...“การถอนฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ”
ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่า ศาลแขวงนครสวรรค์ยังมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เพราะอาจปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ความผิดตามมาตรา 326 จะเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง และรวมอยู่ในความผิดตามฟ้อง แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอที่มิได้กล่าวในฟ้อง ซึ่งเป็นคนละกรณีกับเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ อีกทั้งการจะปรับบทลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ได้ ศาลนั้นต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเสียก่อน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
...“ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท กรณีจึงเกินอำนาจของศาลแขวงนครสวรรค์...”
และ
...“การจะปรับบทลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้น ศาลจะต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเสียก่อน เมื่อศาลแขวงนครสวรรค์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ก็ไม่อาจปรับบทลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้”
สำหรับข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีส่วนแพ่งที่ว่า เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีส่วนแพ่งของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และคดีส่วนแพ่งดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อโจทก์อุทธรณ์คดีในส่วนอาญาแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้โดยไม่จำต้องขออนุญาตอุทธรณ์ในส่วนแพ่ง ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
...“คดีส่วนแพ่งของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ทั้งเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อโจทก์อุทธรณ์คดีในส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้โดยโจทก์ไม่จำต้องขออนุญาตอุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง”
สรุป
คดีนี้จำเลยต่อสู้ในชั้นฎีกาว่า การถอนฟ้องคดีเดิมแล้วนำมาฟ้องใหม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ อีกทั้งศาลแขวงเดิมยังมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยอาจปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ ป.วิ.อ. มาตรา 192 รวมทั้งคดีส่วนแพ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่า การถอนฟ้องครั้งแรกเป็นการถอนฟ้องเพื่อไปยื่นฟ้องใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจ มิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับ และการใช้ ป.วิ.อ. มาตรา 192 จะกระทำได้ต่อเมื่อศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอยู่ก่อน ส่วนคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อมีการอุทธรณ์ในส่วนอาญาแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีส่วนแพ่งได้โดยไม่ต้องขออนุญาตอุทธรณ์ในส่วนแพ่ง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36, 46, 192
- พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 (5)