สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563
เรื่อง
อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก การทำนิติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก และความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก
ประเด็นข้อกฎหมาย
1. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกได้เพียงใด และจะจัดการทรัพย์มรดกตามอำเภอใจได้หรือไม่
2. การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเอง หรือโอนให้บุคคลอื่น โดยอ้างว่าเจ้ามรดกเคยมีความประสงค์จะยกให้ เป็นการกระทำโดยทุจริตและเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่
3. แม้ผู้จัดการมรดกจะนำเงินส่วนตัวไปชำระหนี้หรือไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดก จนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้กองมรดกแล้ว จะมีสิทธิโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่นได้หรือไม่
4. หากผู้จัดการมรดกกระทำการในลักษณะมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล จะมีผลในทางอาญาเพียงใด
5. กรณีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์บางรายการยังมีความสงสัยตามสมควร ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยได้หรือไม่
ข้อเท็จจริงและข้อต่อสู้ของจำเลย
จำเลยได้รับการตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. และ ป. ซึ่งถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ตามลำดับ ต่อมามีข้อกล่าวหาว่า จำเลยได้ดำเนินการโอนที่ดินมรดกหลายแปลงไปเป็นของตนเองและบุคคลในครอบครัว โดยโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นว่าเป็นการกระทำเกินขอบอำนาจและเป็นการยักยอกทรัพย์มรดก
กรณีที่ดินแปลงแรก
ที่ดินดังกล่าวเป็นของ ป. และมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ที่ดินจึงตกเป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่ต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมาย แต่จำเลยกลับดำเนินการโอนที่ดินมรดกแปลงนี้มาเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกก่อน แล้วโอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นการส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียวในวันเดียวกัน โดยจำเลยต่อสู้ว่า ขณะมีชีวิตอยู่ ป. มีความประสงค์จะยกที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลย และจำเลยโอนเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนแล้ว
กรณีที่ดิน 6 แปลงที่เคยติดจำนอง
ที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นของ ป. และถูกนำไปจำนองเป็นประกันหนี้ของ ช. ต่อมาจำเลยอ้างว่าได้เจรจาลดยอดหนี้จากเจ้าหนี้ และนำเงินส่วนตัวจำนวน 15,000,000 บาท ไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจนเสร็จสิ้นครบถ้วน จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ช. และ ป. และมีสิทธิโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่นตามที่เห็นสมควร โดยจำเลยได้โอนที่ดินบางแปลงเป็นของตนเอง และโอนอีกแปลงเป็นของ ว. พี่สาวของจำเลย
กรณีที่ดินของ ช.
ส่วนที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเป็นของ ช. จำเลยโอนให้มารดา โดยต่อสู้ว่าเป็นการจัดการมรดกของ ช. มิใช่การจัดการมรดกของ ป. โดยตรง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563 วินิจฉัยว่า
1. กรอบอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก
เมื่อศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. และ ป. แล้ว จำเลยจักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้หลายประการ ทั้งต้องรวบรวมทรัพย์มรดก จัดการมรดกโดยทั่วไป และจัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้แล้วเสร็จตามกฎหมาย โดยการแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น “จำเลยหามีอำนาจจัดการตามอำเภอใจไม่ แต่ต้องกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผย” เพื่อไม่ให้เป็นที่คลางแคลงใจอันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์อันดีงามในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิทุกคนในครอบครัว มิฉะนั้นจำเลยจักต้องรับผิดในทางแพ่ง และหากกระทำการโดยทุจริต จำเลยจักต้องรับผิดในทางอาญาในความผิดฐานยักยอกได้
2. การโอนที่ดินมรดกแปลงแรกเป็นของตนเอง
ที่ดินแปลงนี้ยังอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอนและยังเป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่ตกทอดแก่ทายาทของ ป. จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ต้องแบ่งปันที่ดินมรดกแปลงนี้แก่ทายาทของ ป. ตามสิทธิของแต่ละคนให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่การที่จำเลยดำเนินการโอนที่ดินมรดกแปลงนี้มาเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ก่อน แล้วโอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นการส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียวในวันเดียวกัน ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาห้ามโอน การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นการโอนที่ดินมรดกที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว ยังบ่งชี้ว่าจำเลยที่เป็นเพียงทายาทผู้มีสิทธิคนหนึ่งไม่ต้องการให้ทายาทของ ป. คนอื่นรวมทั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับที่ดินมรดกร่วมกับจำเลย จึงถือเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่ด้วยการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก
3. ข้ออ้างเรื่องคำมั่นของเจ้ามรดก
คำมั่นของ ป. ว่าจะให้ที่ดินแปลงนี้แก่จำเลยไม่ได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 จึงไม่อาจรับฟังให้มีผลใช้บังคับเป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ ทั้งหากจำเลยต้องการได้ที่ดินมรดกแปลงนี้เป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยก็สามารถประชุมตกลงกับทายาทผู้มีสิทธิทุกคนแล้วทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้ทายาทผู้มีสิทธิคนอื่นรับรู้และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานได้ แต่จำเลยกลับไม่กระทำ
4. กรณีจำเลยเป็นเจ้าหนี้กองมรดกจากการไถ่ถอนจำนอง
แม้จำเลยจะนำเงินส่วนตัวไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจนเสร็จสิ้นครบถ้วน จึงย่อมได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ช. และ ป. โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินมรดกที่เคยเป็นทรัพย์จำนอง แต่ในขณะเดียวกันจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. และเป็นตัวแทนของทายาทที่มีสิทธิทุกคน ก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับลูกหนี้ที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ป. ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ป. คิดเป็นเงินจำนวนมากและจำเลยมีสองสถานะคือเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ การจัดการมรดกของจำเลยจึงอาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของทายาทอื่นโดยตรง
ในเรื่องนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1722 บัญญัติทางแก้ไขไว้ว่า “ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล”
ดังนั้น การที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เมื่อจำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองเสร็จสิ้นแล้ว ที่ดินมรดกของ ป. อันเคยเป็นทรัพย์จำนองต้องตกเป็นของจำเลย และจำเลยมีสิทธิที่จะโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยหรือบุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย โดยไม่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินมรดกอันเคยเป็นทรัพย์จำนองมีราคาเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเงิน 15,000,000 บาท ที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปหรือไม่ อีกทั้งการจัดสรรทรัพย์สินของเจ้ามรดกเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 1740 ด้วยการเอาทรัพย์สินของเจ้ามรดกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ มิใช่โอนให้ตนเองโดยตรง
5. พฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาทุจริต
แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ขายที่ดินบางแปลงให้แก่จำเลยในฐานะผู้ซื้อ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยส่งสำเนาคำร้องแก่ทายาทของ ป. เพื่อให้มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน กลับปรากฏว่าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 อันเป็นเวลาหลังจากจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเพียง 4 วัน จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ได้ดำเนินการโอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และโอนอีกแปลงหนึ่งไปเป็นกรรมสิทธิ์ของ ว. พี่สาวของจำเลย โดยไม่นำพาต่อข้อห้ามตามมาตรา 1722 อีกทั้งเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553
การกระทำของจำเลยดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง แต่เป็นการกระทำที่มีเจตนาร้ายทางอาญา โดยหลักฐานบ่งชี้ว่าจำเลยต้องการปกปิดไม่ให้โจทก์ร่วมรับรู้การจัดการมรดกของจำเลย และไม่ต้องการให้โจทก์ร่วมมีส่วนได้รับทรัพย์มรดกของ ป. ตามกฎหมาย อันเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำนิติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก
6. การยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนที่ดินของ ช.
สำหรับที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ช. นั้น ในเบื้องต้นโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ช. ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของ ช. โดยตรง แต่ต่อมาระหว่างที่การจัดการมรดกของ ช. ยังไม่เสร็จสิ้น ป. ถึงแก่ความตาย ส่วนที่ดินมรดกของ ช. เฉพาะส่วนที่ตกได้แก่ ป. จึงตกทอดมายังโจทก์ร่วม จำเลย และทายาทคนอื่น ๆ ของ ป. เมื่อคำนวณแล้ว โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินส่วนนี้เพียงประมาณ 3.95 ตารางวา ซึ่งนับว่าน้อยมาก รูปคดีจึงไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอให้เชื่อได้ว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. จะทำหน้าที่จัดการมรดกของ ป. เฉพาะส่วนนี้ด้วยเจตนาทุจริต ประกอบกับการที่จำเลยดำเนินการโอนที่ดินมรดกของ ช. แปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. มิใช่กระทำการในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. จึงมี “ความสงสัยตามสมควร” ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกเกี่ยวกับที่ดินส่วนนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง
บทลงโทษจำเลย และพฤติการณ์ที่ศาลนำมาประกอบการรอการลงโทษ
ศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกหลายกรรม ลงโทษรวมจำคุก 28 เดือน ปรับ 28,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี โดยศาลคำนึงถึงพฤติการณ์ประกอบว่า จำเลยสามารถเจรจาลดยอดหนี้จากกว่า 51 ล้านบาท เหลือ 15 ล้านบาท และขายที่ดินของตนเองเพื่อนำเงินไปชำระหนี้จนเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ มิฉะนั้นทรัพย์มรดกอาจถูกบังคับชำระหนี้หมดไป ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ร่วมและทายาททุกคนยังมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกตามส่วน
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกตามอำเภอใจ แต่ต้องกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และเปิดเผยต่อทายาททุกคน การโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองโดยทุจริต หรือการทำนิติกรรมใดที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล แม้จะอ้างว่าเคยนำเงินส่วนตัวไปช่วยกองมรดกหรืออ้างว่าเจ้ามรดกเคยมีความประสงค์จะยกทรัพย์ให้ ก็ไม่ทำให้การกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมาย และอาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. มาตรา 352, 354
ป.พ.พ. มาตรา 526
ป.พ.พ. มาตรา 1719, 1720, 1722, 1740, 1750
ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง