สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8575/2563
เรื่อง: แอบบันทึกเสียงสนทนาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว นำมาใช้เป็นพยานหลักฐานฟ้องคดีหมิ่นประมาทในศาลได้หรือไม่?
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่บุคคลแอบบันทึกเสียงการสนทนาโดยที่คู่สนทนาไม่ทราบ เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ศาลจะใช้ดุลพินิจรับฟังได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และ 226/1
ข้อเท็จจริง
น. แอบนำเครื่องบันทึกเสียงมาทำการบันทึกการสนทนาระหว่างจำเลยทั้งสองกับคู่สนทนา โดยจำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าในขณะสนทนาอยู่นั้น การสนทนาได้ถูกบันทึกไว้แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำบันทึกเสียงการสนทนาและข้อความที่ได้จากการถอดเทป มาอ้างเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8575/2563 วินิจฉัยวางหลักว่า
การกระทำของ น. ที่แอบนำเครื่องบันทึกเสียงมาบันทึกการสนทนาระหว่างจำเลยทั้งสองกับคู่สนทนา โดยที่จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าในขณะสนทนาอยู่นั้น การสนทนาได้ถูกบันทึกไว้แล้ว ย่อมเป็นการ กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของจำเลยทั้งสองอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการ แสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ และต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226
แม้หลักกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 จะมีขึ้นเพื่อใช้ตัดพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานของรัฐแสวงหามาโดยมิชอบ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่กฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้นำหลักดังกล่าวไปใช้กับกรณีที่ บุคคลธรรมดาหรือเอกชน เป็นผู้ได้พยานหลักฐานนั้นมาโดยมิชอบด้วย จึงสามารถนำมาปรับใช้แก่กรณีที่เอกชนผู้เสียหายได้พยานหลักฐานมาจากการกระทำโดยมิชอบได้เช่นกัน
ส่วนข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้นั้น ศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด และต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำอันละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน และเป็นความผิดอันยอมความได้ พฤติการณ์แห่งคดีมิใช่เรื่องร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยส่วนรวม อีกทั้งลักษณะแห่งคดีก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถแสวงหาพยานหลักฐาน ด้วยวิธีที่สุจริตและชอบด้วยกฎหมายมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้
เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรม กับผลเสียที่เกิดจากการรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบแล้ว ศาลเห็นว่า การอนุญาตให้รับฟังบันทึกเสียงและข้อความที่ได้จากการถอดเทปในคดีนี้ จะก่อผลเสียต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา และสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ศาลจึงไม่อาจรับฟังบันทึกเสียงและข้อความจากการถอดเทปดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้
สรุป
การแอบบันทึกเสียงสนทนาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างชัดแจ้ง จึงถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และแม้ศาลจะมีดุลพินิจรับฟังได้ในบางกรณีตามมาตรา 226/1 แต่สำหรับคดีหมิ่นประมาทซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชน และเป็นความผิดอันยอมความได้ ศาลไม่อาจรับฟังบันทึกเสียงและข้อความที่ได้จากการถอดเทปดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้
คำสำคัญ: แอบบันทึกเสียง, พยานหลักฐานโดยมิชอบ, หมิ่นประมาท, ป.วิ.อ. มาตรา 226, ป.วิ.อ. มาตรา 226/1, สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล, คำพิพากษาศาลฎีกา 8575/2563