ฎีกาที่ 417/2553

📌 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2553

เรื่อง: แบ่งแยกที่ดินแปลงเดิมกันเองจนที่ดินแปลงหนึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จะไปฟ้องขอเปิด ทางจำเป็น ผ่านที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ที่ดินแปลงเดิมที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมาได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

ที่ดินตาบอดที่เกิดจากการ แบ่งแยกหรือแบ่งโอนที่ดินแปลงเดิม จะไปฟ้องขอเปิดทางจำเป็นบนที่ดินของบุคคลอื่น ซึ่ง ไม่ใช่ที่ดินแปลงเดิมที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมา ได้หรือไม่

📝 ข้อเท็จจริง

  • เดิมที่ดินเป็นของตาและยายของโจทก์ มีเนื้อที่ 18 ไร่ ต่อมามีการแบ่งแยกออกเป็น 3 แปลง โดยที่ดินของโจทก์เป็นหนึ่งในที่ดินที่แบ่งแยกมาจากแปลงเดิมนั้น
  • เมื่อแบ่งแยกแล้ว ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ
  • ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2553 วินิจฉัยวางหลักว่า

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 บัญญัติว่า ถ้าที่ดินได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้ เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงเดิมแล้วไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึง ไม่อาจฟ้องเรียกร้องขอทางเดินผ่านที่ดินของจำเลย ซึ่งมิใช่ที่ดินแปลงเดิมที่ถูกแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมาได้

สรุป

ที่ดินตาบอดที่เกิดจากการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนที่ดินแปลงเดิม ต้องไปขอเปิดทางจำเป็นจาก ที่ดินแปลงเดิมที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมาเท่านั้น จะไปฟ้องขอเปิดทางผ่านที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่แปลงเดิมไม่ได้

ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากคดีนี้

คดีนี้ศาลยังวินิจฉัยอีกประเด็นหนึ่งด้วยว่า แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทมาประมาณ 30 ปีเศษ แต่เพราะใช้โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยตลอดมา จึง ไม่ได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า