⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.802/2568
🛑 เรื่อง: ปัญหาร้านค้ายึดทางเท้าสาธารณะ ปิดทางหนีไฟ และข้ออ้างว่า "คนอื่นก็ทำผิด"
📝 ข้อเท็จจริง
คดีนี้เป็นเรื่องของความเดือดร้อนจากการใช้พื้นที่สาธารณะ โดยมีร้านค้าแห่งหนึ่งได้นำสินค้ามาวางขายบนทางเท้าจนเกือบเต็มพื้นที่ ติดตั้งกันสาดรุกล้ำออกมาบนถนน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินบนทางเท้าได้อย่างปลอดภัย และต้องลงไปยืนรอรถเมล์บนถนน นอกจากนี้ ร้านค้าดังกล่าวยังได้ดัดแปลงต่อเติมอาคารด้านหลังและทำประตูเหล็กปิดล็อกทางหนีไฟเอาไว้ แม้เทศบาลจะมีคำสั่งให้รื้อถอนและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะยกอุทธรณ์ของร้านค้าไปแล้ว แต่ร้านค้าก็ยังเพิกเฉยไม่ยอมรื้อ และเทศบาลเองก็ไม่ได้เข้าไปจัดการขั้นเด็ดขาด ปล่อยให้มีการทำผิดกฎหมายต่อไป ผู้เดือดร้อนจึงนำคดีมาฟ้องศาลปกครอง
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวางหลักกฎหมายที่สำคัญไว้ 4 ประการ ดังนี้:
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวางหลักกฎหมายที่สำคัญไว้ 4 ประการ ดังนี้:
🏗️ 1. อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการรื้อถอนอาคาร: เมื่อผู้ร้องสอดไม่ได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารส่วนที่ก่อสร้างต่อเติมตามคำสั่ง และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปดำเนินการรื้อถอนอาคารเองตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
🚧 2. การตีเส้นอนุโลมให้ขายของบนทางเท้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากพนักงานจราจร: พื้นที่ชิดขอบถนนหน้าเมืองเป็นทางเท้าและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเคยขีดเส้นเหลืองแสดงเขตอนุโลมให้วางสิ่งของได้ แต่เมื่อไม่มีการประกาศกำหนดจุดผ่อนผันด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจรตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธินำสินค้ามาวางจำหน่ายอีกต่อไป การวางสินค้าปิดกั้นทางเท้าจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 19 และ 20
📢 3. การตักเตือนและดำเนินคดี: เมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือน จับกุม และดำเนินคดีตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ การเพิกเฉยไม่ดำเนินการจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่
⚖️ 4. หลักการอ้างการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม: ส่วนกรณีที่ผู้ร้องสอดอ้างว่า การที่เทศบาลดำเนินการกับตนโดยไม่ดำเนินการกับผู้กระทำผิดคนอื่น ๆ ที่ทำผิดกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมนั้น ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวางหลักว่า
"การที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญแตกต่างกัน จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลได้ก็ต่อเมื่อการปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญแตกต่างกันดังกล่าวเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น บุคคลไม่อาจอ้างว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพื่อให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของตน กลับกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายได้"
เมื่อกรณีนี้ผู้ร้องสอดได้กระทำผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ผู้ร้องสอดย่อมไม่อาจอ้างการกระทำผิดกฎหมายของผู้อื่นหรือการไม่บังคับใช้กฎหมายกับผู้อื่นเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมกับตนได้
🏁 สรุป:
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้เทศบาลนครดำเนินการรื้อถอนอาคารคอนกรีต 2 ชั้น (ขนาดประมาณ 4 x 3.50 เมตร), ประตูเหล็ก (กว้าง 0.80 เมตร) และกันสาดเหล็ก (ขนาดประมาณ 2 x 4 เมตร) ที่ผิดกฎหมาย พร้อมจัดระเบียบการวางสิ่งของบนทางเท้าให้เรียบร้อยตามกฎหมาย โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
#ฎีกาศึกษา
#ทนายความ
Tags
คดีปกครอง