ฎีกาที่ 7430/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568

เรื่อง: โอนทรัพย์หลีกเลี่ยงการยึดหรืออายัดตามมาตรการบังคับทางปกครองเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่
📌 ประเด็นข้อกฎหมาย
  • การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินในระหว่างที่หน่วยงานของรัฐอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12 เป็นความผิดฐาน "โกงเจ้าหนี้" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่
  • สถานะของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ถือเป็น "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" และ "ลูกหนี้ตามคำพิพากษา" หรือไม่
📝 ข้อเท็จจริง
  • สถานะของจำเลย: จำเลยเป็นพนักงานขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (โจทก์ร่วม)
  • มูลเหตุแห่งคดี: ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินไปกว่า 21 ล้านบาท คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดพิจารณาว่าจำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินและผู้บังคับบัญชา กระทำการอันถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
  • คำสั่งทางปกครอง: โจทก์ร่วมออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 8,220,559.64 บาท
  • การกระทำความผิด: เมื่อคำสั่งถึงที่สุด จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ และในระหว่างที่โจทก์ร่วมอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวให้แก่บุคคลอื่น
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า
  • สิทธิของหน่วยงานของรัฐ: หน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเสียหายมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยสามารถเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล หรือใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยออกคำสั่งให้ชำระเงินตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12
  • สถานะทางกฎหมาย: เมื่อหน่วยงานของรัฐใช้มาตรการบังคับทางปกครอง มาตรา 63/12 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ให้ถือว่าหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งเป็น "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" และผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองเป็น "ลูกหนี้ตามคำพิพากษา"
  • เจตนาพิเศษในการโอนทรัพย์สิน: การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้ผู้อื่น ในระหว่างที่โจทก์ร่วมอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ถือเป็นการโอนทรัพย์สินโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน
  • ผลทางกฎหมาย: การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐาน "โกงเจ้าหนี้" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 และถือเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมในทางแพ่ง
  • ดุลพินิจในการลงโทษและกำหนดค่าสินไหมทดแทน: แม้จำเลยจะมีความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำการทุจริตยักยอกเงินโดยตรง เป็นเพียงการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ประกอบกับจำเลยอายุ 63 ปี ไม่เคยกระทำผิดวินัยและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

💡 สรุปหลักกฎหมาย

การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหน่วยงานของรัฐยึดหรืออายัดทรัพย์ตามมาตรการบังคับทางปกครอง ย่อมมีความผิดอาญาฐาน "โกงเจ้าหนี้" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า