สรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1128/2568
เรื่อง : ปล่อยเพื่อนบ้านสร้างหลังคารุกล้ำ-ฝังถังปฏิกูลใต้ถนน เทศบาลเอาแต่เตือน ถือว่า "ละเลยต่อหน้าที่" หรือไม่
สรุปใจความสำคัญ (Key Takeaways)
- เสียงดังรำคาญ : หากเจ้าหน้าที่ตรวจวัดแล้วเสียงไม่เกินมาตรฐาน (ไม่เกิน 10 เดซิเบลเอ) จะถือว่าเจ้าหน้าที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้
- รุกล้ำทางสาธารณะหรือดัดแปลงอาคาร : หากพบการกระทำผิด (เช่น ฝังถังปฏิกูล ต่อเติมหลังคารุกล้ำถนน) เทศบาลจะแค่ "ออกใบเตือน" แล้วปล่อยผ่านไม่ได้ ต้องบังคับใช้กฎหมายถึงที่สุด (เช่น จับกุม รื้อถอน) หากปล่อยปละละเลย ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
- อำนาจหน้าที่ : การรื้อถอนและระงับเหตุบนพื้นที่สาธารณะ เป็นอำนาจเด็ดขาดของ เทศบาล ไม่ใช่หน่วยงานผู้ให้เช่า (ธนารักษ์พื้นที่)
ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ
- พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (เรื่องเสียงรบกวนและเหตุรำคาญ) : เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจตรวจสอบและออกคำสั่งระงับเหตุได้ แต่การจะพิจารณาว่าละเลยหน้าที่หรือไม่ ต้องอาศัยพยานหลักฐานจากการตรวจสอบ (เช่น ผลการตรวจวัดระดับเสียงว่าเกินมาตรฐานหรือไม่)
- พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 (เรื่องการกีดขวางทาง ปรุงอาหารบนถนน หรือสิ่งปฏิกูล) : เมื่อพบการฝ่าฝืน เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องใช้มาตรการตามลำดับขั้น หากออกคำเตือนหรือสั่งการแล้วผู้กระทำผิดยังเพิกเฉย ต้องดำเนินการจับกุมและดำเนินคดี จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิได้
- พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (เรื่องการดัดแปลงอาคาร โครงหลังคา หรือพื้นที่ล้างภาชนะ) : การสั่งรื้อถอนอาคารหรือส่วนที่ดัดแปลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอำนาจเด็ดขาดของเจ้าพนักงานท้องถิ่น (ในกรณีนี้คือ นายกเทศมนตรี)
- ขอบเขตอำนาจของหน่วยงานผู้ให้เช่า (ธนารักษ์พื้นที่) : มีอำนาจในเชิงสัญญาเช่า หรือระเบียบการให้เช่า เช่น การออกหนังสือเตือนหรือบอกเลิกสัญญาเช่า แต่ไม่มีอำนาจหลักในการเข้าดำเนินการรื้อถอนอาคารด้วยตนเอง หรือจับกุมระงับเหตุบนถนนสาธารณะตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือกฎหมายสาธารณสุข
ข้อเท็จจริงในคดี
ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนรำคาญจาก เพื่อนบ้าน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารราชพัสดุติดกัน โดยเพื่อนบ้านได้เปิดร้านขายอาหารและทำการดัดแปลงต่อเติมโครงหลังคาเหล็ก พื้นที่ล้างภาชนะ และฝังถังเก็บสิ่งปฏิกูลรุกล้ำถนนในที่ราชพัสดุ รวมทั้งวางโต๊ะเก้าอี้และสิ่งของกีดขวางทางสัญจร
แม้ เทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) และหน่วยงานผู้ให้เช่าจะออกหนังสือแจ้งเตือนแล้ว แต่เพื่อนบ้านก็ยังฝ่าฝืนและแก้ไขเพียงบางส่วน ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองว่าหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่
คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด
- ประเด็นเสียงรบกวน : เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจวัดระดับเสียงทั้งในเวลาและนอกเวลาประกอบกิจการแล้วพบว่า ระดับเสียงรบกวน ไม่เกิน 10 เดซิเบลเอ (ไม่เกินมาตรฐาน) ประกอบกับผู้ฟ้องคดีไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจวัดซ้ำ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ละเลยต่อหน้าที่ในการระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญเรื่องเสียง
- ประเด็นกีดขวางถนน ดัดแปลงอาคาร และฝังถังปฏิกูล : การที่เทศบาลทำเพียงแค่ออกบันทึกแจ้งเตือนให้เคลื่อนย้ายสิ่งของ แต่ไม่บังคับใช้กฎหมายให้ระงับเหตุเด็ดขาด โดยปล่อยให้มีการฝังถังสิ่งปฏิกูลและใช้พื้นที่นอกเขตเช่าฝ่าฝืนกฎหมายอย่างต่อเนื่อง และมิได้ดำเนินการจับกุมดำเนินคดี ย่อม ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
สรุปผลคำพิพากษา
ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น โดยสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (นายกเทศมนตรี) ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ดังนี้ :
- รื้อถอน โครงหลังคาเหล็ก พื้นที่ล้างภาชนะ และส่วนที่ดัดแปลงรุกล้ำบริเวณถนนในที่ราชพัสดุหรือนอกเขตเช่า
- ดำเนินการ ไม่ให้มีการปรุง ขาย หรือจำหน่ายอาหาร และไม่ให้ตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ บนถนนในที่ราชพัสดุหรือนอกเขตเช่า
- รื้อถอน ถังเก็บสิ่งปฏิกูลที่ฝังอยู่ใต้ถนนในที่ราชพัสดุหรือนอกเขตเช่า