⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568 (มติที่ประชุมใหญ่)
เรื่อง: ผู้จัดสรรที่ดินฟ้องเรียกค่าบริการสาธารณะ คดีแบบนี้อายุความกี่ปี
📌 ประเด็นข้อกฎหมาย
1️⃣ ในคดีผู้บริโภค ปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่
2️⃣ หากจำเลยยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว แต่ระบุมาตรากฎหมายคลาดเคลื่อน ยังถือว่ามีประเด็นเรื่องอายุความหรือไม่
3️⃣ ค่าบริการสาธารณะหรือค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางที่ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บ มีกำหนดอายุความกี่ปี
2️⃣ หากจำเลยยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว แต่ระบุมาตรากฎหมายคลาดเคลื่อน ยังถือว่ามีประเด็นเรื่องอายุความหรือไม่
3️⃣ ค่าบริการสาธารณะหรือค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางที่ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บ มีกำหนดอายุความกี่ปี
📝 ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินต่อจากผู้จัดสรรเดิม และเป็นผู้ดูแลโครงการจัดสรร โดยมีการจัดสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะภายในโครงการ พร้อมเรียกเก็บค่าบริการจากเจ้าของที่ดินในโครงการ
จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินเปล่าในโครงการ แต่ไม่ได้ชำระค่าบริการสาธารณะมาเป็นเวลานาน โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าบริการสาธารณะค้างชำระ ค่าตัดหญ้า ค่าใช้จ่ายติดตามทวงถาม และดอกเบี้ย รวมทั้งขอให้จำเลยชำระค่าบริการเป็นรายปีต่อไปด้วย
จำเลยต่อสู้ว่า ค่าบริการที่โจทก์ฟ้องเรียก โดยเฉพาะช่วงปี 2553 ถึง 2562 ขาดอายุความแล้ว เพราะฟ้องเกินกว่า 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4)
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกา โดยมติที่ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่า ในคดีผู้บริโภค “ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง” แต่เป็นเรื่องที่จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ
เมื่อจำเลยให้การไว้ชัดแจ้งว่า ยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้อง และยังแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ว่า ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง ย่อมถือว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความแล้ว แม้จำเลยจะอ้างมาตรากฎหมายคลาดเคลื่อนก็ตาม เพราะ “ส่วนปัญหาว่า คดีขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับให้ถูกต้องได้”
สำหรับค่าบริการสาธารณะในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นบริการส่วนหนึ่งของโครงการจัดสรรที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจของโจทก์ ซึ่งเป็นการจัดสรรจำหน่าย “เป็นการค้าหากำไร” และการเรียกเก็บเงินดังกล่าวเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการค้า “เป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้า” จึงเป็นการเรียกเอา “ค่าการงานที่ได้ทำขึ้น” อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)
✅ ผลคดี
ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวางหลักว่า ค่าบริการสาธารณะของผู้จัดสรรที่ดินเป็นสิทธิเรียกร้องค่าการงานของผู้ประกอบการค้า มีอายุความ 2 ปี ไม่ใช่ 10 ปีตามที่โจทก์ฎีกา และให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
✅ สรุป
คดีนี้วางหลักไว้ชัดว่า ค่าบริการสาธารณะที่ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บจากเจ้าของที่ดินในโครงการ เป็นสิทธิเรียกร้องค่าการงานของผู้ประกอบการค้า จึงมีอายุความ 2 ปี
และในคดีผู้บริโภค เรื่องอายุความ ไม่ใช่ปัญหาความสงบเรียบร้อยที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ไว้ แต่หากจำเลยยกเรื่องอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว แม้จะอ้างมาตรากฎหมายผิด ศาลก็ยังมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33
มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี
(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ
(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ
(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ เว้นแต่ค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 193/34 (6)
(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกันกับที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา
(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี
(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ
(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ
(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ เว้นแต่ค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 193/34 (6)
(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกันกับที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา
(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34
มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี
(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง
(2) ผู้ประกอบกิจการรับขนส่งคนโดยสารหรือของ หรือผู้ส่งข่าวสาร เรียกเอาค่าระวาง ค่าธรรมเนียม หรือค่าขนส่ง
(3) เจ้าสำนักโรงแรมหรือโรงรับจำนำ เรียกเอาค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นอันเกี่ยวแก่การอาศัยอยู่ในโรงแรมหรือโรงรับจำนำ
(4) ผู้รับประกันภัย เรียกเอาเบี้ยประกันภัยค้างชำระ
(5) ผู้ให้เช่าสังหาริมทรัพย์ เรียกเอาค่าเช่าค้างชำระ
(6) ผู้ให้เช่าสังหาริมทรัพย์ เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความชำรุดเสียหายหรือสูญหายแห่งทรัพย์สินที่ให้เช่า
(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง
(2) ผู้ประกอบกิจการรับขนส่งคนโดยสารหรือของ หรือผู้ส่งข่าวสาร เรียกเอาค่าระวาง ค่าธรรมเนียม หรือค่าขนส่ง
(3) เจ้าสำนักโรงแรมหรือโรงรับจำนำ เรียกเอาค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นอันเกี่ยวแก่การอาศัยอยู่ในโรงแรมหรือโรงรับจำนำ
(4) ผู้รับประกันภัย เรียกเอาเบี้ยประกันภัยค้างชำระ
(5) ผู้ให้เช่าสังหาริมทรัพย์ เรียกเอาค่าเช่าค้างชำระ
(6) ผู้ให้เช่าสังหาริมทรัพย์ เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความชำรุดเสียหายหรือสูญหายแห่งทรัพย์สินที่ให้เช่า
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142
มาตรา 142 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่
(1) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดบุคคลหนึ่งออกจากอสังหาริมทรัพย์ ถ้าศาลเห็นสมควรจะให้ขับไล่บริวารของบุคคลนั้นออกจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวด้วยก็ได้
(2) คดีฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียมในการใช้ทรัพย์สิน แม้จะยังไม่ถึงกำหนดชำระในวันฟ้อง เมื่อศาลพิพากษาคดีเสร็จแล้ว ค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียมนั้นได้ถึงกำหนดชำระแล้ว ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียมที่ค้างชำระจนถึงวันพิพากษาด้วยก็ได้
(3) คดีฟ้องเรียกเงินเป็นงวด ๆ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินงวดที่ถึงกำหนดชำระแล้วจนถึงวันพิพากษาด้วยก็ได้
(4) คดีฟ้องเรียกให้ส่งคืนทรัพย์ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ราคาแทนทรัพย์ ถ้าไม่สามารถส่งคืนทรัพย์นั้นได้ก็ได้
(5) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้
(1) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดบุคคลหนึ่งออกจากอสังหาริมทรัพย์ ถ้าศาลเห็นสมควรจะให้ขับไล่บริวารของบุคคลนั้นออกจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวด้วยก็ได้
(2) คดีฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียมในการใช้ทรัพย์สิน แม้จะยังไม่ถึงกำหนดชำระในวันฟ้อง เมื่อศาลพิพากษาคดีเสร็จแล้ว ค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียมนั้นได้ถึงกำหนดชำระแล้ว ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียมที่ค้างชำระจนถึงวันพิพากษาด้วยก็ได้
(3) คดีฟ้องเรียกเงินเป็นงวด ๆ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินงวดที่ถึงกำหนดชำระแล้วจนถึงวันพิพากษาด้วยก็ได้
(4) คดีฟ้องเรียกให้ส่งคืนทรัพย์ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ราคาแทนทรัพย์ ถ้าไม่สามารถส่งคืนทรัพย์นั้นได้ก็ได้
(5) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
มาตรา 7 กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26
มาตรา 26 ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีที่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
Tags
ฎีกาปี ๒๕๖๘