สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 เรื่อง: รัฐมนตรีใช้ DSI ตรวจสอบการเลือก สว. ถือว่าขาดความซื่อสัตย์สุจริตจนต้องพ้นตำแหน่งหรือไม่?
📌 ประเด็นข้อกฎหมาย
ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
🔍 ข้อเท็จจริง
กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 92 คน ยื่นคำร้องว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 ในฐานะประธานและรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีพฤติการณ์ใช้ตำแหน่งหน้าที่สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 โดยมีมติให้รับกรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวกับการเลือก สว. เป็นคดีพิเศษ ทั้งที่หน้าที่ดังกล่าวเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตรง
ผู้ร้องจึงเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารก้าวก่ายองค์กรอิสระเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง อันเป็นการกระทำที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
⚖️ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 วินิจฉัยวางหลักว่า:
-
อำนาจศาลในการวินิจฉัย (ป้องกันการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ)
ศาลวินิจฉัยว่า แม้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองจะสิ้นสุดลงไปก่อนแล้วจากเหตุอื่น (ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2568 และมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่) แต่ศาลยังคงต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป เนื่องจากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งมีผลเชิงบรรทัดฐานและเพื่อป้องกันการ "หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ" หากศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดย่อมมีผลต่อสิทธิในการดำรงตำแหน่งในอนาคต -
บรรทัดฐานความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ศาลวางหลักว่า "ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" ตามมาตรา 160 (4) มิได้หมายถึงการที่บุคคลนั้นต้องมีความประพฤติดีงามอย่างชัดแจ้งในทุกเรื่องจนไม่มีที่ติ แต่หมายถึงการที่บุคคลนั้นต้องไม่มีพฤติกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อผลประโยชน์มิชอบ และต้องไม่ประพฤติตนให้ "ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน" โดยพฤติกรรมนั้นต้องสอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน -
เอกภาพขององค์กรอิสระ (การเลือก สว. เป็นอำนาจหน้าที่หลักของ กกต. โดยตรง)
หน้าที่และอำนาจในการควบคุมกำกับดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม "เป็นอำนาจหน้าที่หลักของ กกต. โดยตรง" ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หน่วยงานอื่นจะใช้อำนาจก้าวล่วงหน้าที่หลักของ กกต. ไม่ได้ ส่วนหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น จะต้องดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่โดยใช้วิธีการ "แจ้งและประสานงาน" ร่วมกับ กกต. -
ความชอบด้วยกระบวนการ (พิจารณารับคดีพิเศษตามระเบียบงานสารบรรณ)
การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กคพ. เป็นกระบวนการที่ดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบของทางราชการ โดยอาศัยข้อมูลพยานหลักฐานเบื้องต้นจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายประจำ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้สร้างพยานหลักฐานเท็จหรือสร้างเรื่องขึ้นเองโดยปราศจากฐานข้อมูล -
พฤติกรรมรายบุคคล (ทำหน้าที่ประธานตามปกติ ไม่ปรากฏการครอบงำ)
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ในที่ประชุม ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมีการใช้อำนาจสั่งการ ข่มขู่ หรือชี้นำให้กรรมการท่านอื่นลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการแทรกแซงหรือก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ แต่เป็นการทำหน้าที่บริหารการประชุมและซักถามข้อมูลตามปกติ จึงถือไม่ได้ว่าขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
💡 สรุปคำวินิจฉัย
การปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบราชการโดยไม่มีพฤติการณ์ใช้อำนาจครอบงำหรือเจตนาบิดเบือน แม้จะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ แต่เมื่อไม่ปรากฏการกระทำที่ขัดต่อความคาดหวังของสังคมอย่างชัดเจน ความเป็นรัฐมนตรีจึงไม่สิ้นสุดลง