เรื่อง:
มหากาพย์อายุความบัตรเครดิต: การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความ... ผลทางกฎหมายคืออะไร?
1. ฎีกาบรรทัดฐาน
(มติที่ประชุมใหญ่)
- ฎีกาที่:
7354/2546 (ประชุมใหญ่)
- ประเด็นข้อกฎหมาย:
การชำระหนี้บางส่วน ภายหลัง หนี้ขาดอายุความแล้ว
เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
หรือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความหรือไม่?
- ข้อเท็จจริง:
โจทก์ฟ้องคดีเมื่อขาดอายุความแล้ว
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 500
บาท ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความ
- คำวินิจฉัยศาลฎีกา:
- ผลต่ออายุความ:
การชำระหนี้ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว "ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1)"
และ "มิใช่กรณีที่จำเลยสละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา
193/24"
- ผลต่อเงินที่ชำระไป:
การชำระหนี้ดังกล่าวมีผลเพียงทำให้ "จำเลยเรียกเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น"
- สรุปข้อกฎหมาย:
การชำระหนี้บางส่วนภายหลังขาดอายุความ
ไม่ทำให้อายุความที่ขาดไปแล้วกลับมาสะดุดหยุดลงเริ่มนับใหม่
ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ในหนี้ส่วนที่เหลือได้
2. ฎีกายืนยันหลักการ
(การชำระหนี้เพียงครั้งเดียว)
- ฎีกาที่:
5484/2553
- ประเด็นข้อกฎหมาย:
การชำระหนี้บางส่วนภายหลังขาดอายุความ
ถือเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่?
- คำวินิจฉัยศาลฎีกา:
- หลักการรับสภาพหนี้:
"การรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่จะขาดอายุความ"
- ผลทางกฎหมาย:
เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วน ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึง "ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง"
- สรุปข้อกฎหมาย:
ยืนยันหลักการเดิมว่า
การกระทำที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องเกิดขึ้นในขณะที่หนี้ยังไม่ขาดอายุความเท่านั้น
3. ฎีกาข้อยกเว้น
(พฤติการณ์สละประโยชน์แห่งอายุความ)
- ฎีกาที่:
7912/2553
- ประเด็นข้อกฎหมาย:
การผ่อนชำระหนี้ติดต่อกันเรื่อยมาหลายครั้งภายหลังขาดอายุความ
ถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความหรือไม่?
- ข้อเท็จจริง:
หลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ "หลายครั้ง... ติดต่อกันเรื่อยมา"
- คำวินิจฉัยศาลฎีกา:
- การสละประโยชน์:
พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็น "การแสดงออกโดยปริยายว่า จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ.
มาตรา 193/24"
- ผลทางกฎหมาย:
จำเลยไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ และ "ต้องเริ่มนับอายุความใหม่จากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย"
- ข้อสังเกต:
ความแตกต่างอยู่ที่ "พฤติการณ์" หากมีการผ่อนชำระต่อเนื่องยาวนาน
ศาลอาจตีความว่าลูกหนี้มีเจตนาสละสิทธิในการต่อสู้เรื่องอายุความ
4. ฎีกาที่ถูกกลับหลัก
(แนววินิจฉัยเดิม)
- ฎีกาที่:
9251/2544
- ประเด็น:
ในอดีต ศาลเคยพิจารณาว่าการชำระหนี้เพียงบางส่วน (2
ครั้ง) หลังขาดอายุความ เป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า "ได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ"
- สถานะปัจจุบัน:
แนววินิจฉัยนี้ ถูกเปลี่ยนแปลง โดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ 7354/2546
ซึ่งวางหลักใหม่ว่าการชำระหนี้บางส่วนโดยลำพัง
ไม่ถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความ
📝 บทสรุปข้อกฎหมาย
1. อายุความสะดุดหยุดลง
(มาตรา 193/14): เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
(เช่น การรับสภาพหนี้, การชำระหนี้บางส่วน)
ต้องกระทำในขณะที่ "อายุความยังไม่ครบกำหนด"
2. การเรียกทรัพย์คืน
(มาตรา 193/28): การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้ว
ไม่ว่ามากน้อยเพียงใด จะเรียกคืนไม่ได้
3. การสละประโยชน์แห่งอายุความ
(มาตรา 193/24): ต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจนหรือโดยปริยายที่แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ไม่ประสงค์จะยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้
(เช่น การผ่อนชำระต่อเนื่องเป็นเวลานาน)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
7354/2546(ประชุมใหญ่)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 193/14, มาตรา
193/24, มาตรา 193/28
การให้บริการบัตรเครดิตของธนาคารโจทก์
โจทก์ได้เรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียมด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ รับทำการงานต่าง ๆ
ให้แก่จำเลย และการที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ของจำเลยแทนจำเลยไปก่อน
แล้วเรียกเก็บ เงินจากจำเลยภายหลังเป็นการเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองไปสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ
2
ปี โจทก์ ได้บอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตเมื่อเดือนตุลาคม 2540
แต่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544
คดีโจทก์จึง ขาดอายุความ แม้จำเลยจะชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน
500 บาท ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว ก็เพียงแต่
ทำให้จำเลยเรียกเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28
วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่
เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยสละเสียซึ่ง ประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
5484/2553
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 193/28, 193/34 (7)
จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์
ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจาก
จำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือเบิกเงินสดล่วงหน้า
โดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์ในภายหลัง อันเป็นการ ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่างๆ
แก่สมาชิก
เมื่อโจทก์ชำระเงินแก่เจ้าหนี้แล้วโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง จึง
เป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ
เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) การฟ้อง เรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี
เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 18
กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมทั้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต
โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้นับแต่วันดัง กล่าว
ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 หลังครบกำหนด อายุความแล้วคดีจึงขาดอายุความ
และการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้อง
ก่อนที่จะขาดอายุความ เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว
จึงไม่เป็นการ รับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุคาวามสะดุดหยุดลง
การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้วเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา
193/28
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
7912/2553
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 193/34
จำเลยใช้บัตรเครดิตของธนาคาร
ก. ในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้าย ในวันที่ 21 กันยายน 2537 โจทก์
ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคาร ก.
แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคาร ก.
อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537
เป็นต้นไป เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคาร
ก.ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลย ภายหลัง
หนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่ 10
พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและ
บริการครั้งสุดท้ายแล้ว ธนาคาร ก. บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา
ปรากฏว่าหลังจากอายุความครบ กำหนดแล้ว
จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคาร ก.
หลายครั้งตั้งแต่ ปี 2540 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2544
โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544
พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดง ออกโดยปริยายว่า
จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความ
ขึ้นต่อสู้ธนาคาร ก. และโจทก์ได้
และต้องเริ่มนับอายุความจากวันที่จำเลยชำระครั้งสุดท้ายซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ
2 ปี
สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
9251/2544
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 193/24, มาตรา 193/34
จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่
4
มีนาคม 2538และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่
โจทก์ภายในวันที่ 5เมษายน 2538 ครบกำหนดชำระแล้วจำเลยไม่ชำระ
โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดัง กล่าวภายในอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มิใช่ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่โจทก์ยกเลิกการเป็น
สมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย เมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างแล้ว
จำเลยได้ยินยอม ชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ 2 ครั้ง
ครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่
12 กันยายน 2540 ซึ่งถือมิได้
ว่าเป็นการรับสภาพหนี้
แต่แสดงว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้อง
ดังนั้นแม้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม
แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งดัง
กล่าว
ย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้วจำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุ
ความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24
และการนับอายุ
ความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิม
กล่าวคือ นับอายุความ เริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน
2540 โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม
2541 ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี
คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ
