เรื่อง:
คืนรถตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์จะฟ้องเรียก “ค่าขาดราคา” ได้หรือไม่
ฎีกาศึกษา:
ฎีกาที่ 1759/2568
⚖️ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ
1. เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้โดยอาศัย
"มูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน"
จะเรียกร้องค่าเสียหายอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดในคำพิพากษานั้นได้หรือไม่
2. อำนาจศาลในการหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยแก้ไขค่าเสียหายและดอกเบี้ย
📌 ข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน
แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัย "อำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน" ที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับผู้เช่าซื้อคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี
ต่อมาโจทก์ได้รับรถยนต์คืนและนำออกขายทอดตลาด
แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถ (ส่วนต่างราคา)
อีกเป็นเงิน 419,474.20 บาท (รวมยอดฟ้อง 835,875
บาท) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 369,900
บาท โดยคำนวณจากเงินลงทุนที่โจทก์เสียไป โจทก์ฎีกา
🏛️ คำวินิจฉัยศาลฎีกา
1. ขอบเขตความรับผิด:
มูลหนี้ตามคำพิพากษา vs มูลหนี้เดิม
โจทก์ฟ้องโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้ “คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี”
“ดังนั้น
หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว
หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่
โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น
ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น”
ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกนั้น
มิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ ตามที่กำหนดในคำพิพากษาคดีก่อน
จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด
2. อำนาจศาลในการแก้ไขค่าเสียหาย
(ปัญหาความสงบเรียบร้อย) ที่ศาลล่างกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ
เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดในคำพิพากษาในคดีก่อน
"แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา
แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด เป็น ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค"
3. การกำหนดค่าเสียหายจริงและดอกเบี้ย
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน (รอยสีแตก, รอยขีดข่วน,
รอยบุหรี่)
สภาพรถยนต์จึงไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีตามที่กำหนดในคำพิพากษา
ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ 100,000 บาท
อนึ่ง
ศาลฎีกาปรับแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. พ.ศ. 2564
โดยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ใช้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี (บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2)
🏁 บทสรุป เมื่อโจทก์เลือกฟ้องบังคับตาม "มูลหนี้ตามคำพิพากษา"
(ที่สั่งให้คืนรถ) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะจำกัดอยู่เพียง "ความเสียหายจากการคืนรถที่ไม่เรียบร้อย" (ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่)
เท่านั้น จะนำความเสียหายตามสัญญาเดิม (เช่น ค่าขาดราคา/ค่าเสื่อมราคาทางตลาด)
มาฟ้องเรียกอีกไม่ได้
พิพากษาแก้
ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท
พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1759/2568
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 215 ป.วิ.พ. มาตรา 142
(5) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา
7
คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน
แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท
บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ดังนั้น
หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว
หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่
โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น
ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น
ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกเป็นเงิน 419,474.20
บาท
จึงมิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ตามที่กำหนดในคำพิพากษาคดีก่อน
จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสื่อมราคารถตามที่โจทก์ฎีกา
ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า
เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับทั้งหมดมาหักกับราคาที่แท้จริงที่โจทก์ใช้เงินลงทุนไป
จำเลยจึงต้องชำระค่าขาดราคารถเป็นเงิน 369,900 บาท
และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนนั้น
เป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ
มิใช่การกำหนดค่าเสียหายจากสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีว่ามีความชำรุดทรุดโทรมเสียหายอย่างไร
จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดในคำพิพากษาในคดีก่อน
เป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย
แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา
แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด
เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142
(5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์ฟ้องมาด้วยว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเสื่อมโทรมจากการใช้งานโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ของผู้เช่าซื้อ
จึงพออนุโลมได้ว่า
เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี
