ฎีกาที่ 1759/2568 มูลหนี้ตามคำพิพากาษาในคดีก่อน ป.พ.พ.มาตรา 215

 


เรื่อง: คืนรถตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์จะฟ้องเรียก “ค่าขาดราคา” ได้หรือไม่

 

ฎีกาศึกษา: ฎีกาที่ 1759/2568

⚖️ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

1.     เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้โดยอาศัย "มูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน" จะเรียกร้องค่าเสียหายอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดในคำพิพากษานั้นได้หรือไม่

2.     อำนาจศาลในการหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยแก้ไขค่าเสียหายและดอกเบี้ย

 

📌 ข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัย "อำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน" ที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับผู้เช่าซื้อคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

ต่อมาโจทก์ได้รับรถยนต์คืนและนำออกขายทอดตลาด แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถ (ส่วนต่างราคา) อีกเป็นเงิน 419,474.20 บาท (รวมยอดฟ้อง 835,875 บาท) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 369,900 บาท โดยคำนวณจากเงินลงทุนที่โจทก์เสียไป โจทก์ฎีกา

 

🏛️ คำวินิจฉัยศาลฎีกา

1. ขอบเขตความรับผิด: มูลหนี้ตามคำพิพากษา vs มูลหนี้เดิม โจทก์ฟ้องโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้ “คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี”

“ดังนั้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น”

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกนั้น มิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ ตามที่กำหนดในคำพิพากษาคดีก่อน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด

2. อำนาจศาลในการแก้ไขค่าเสียหาย (ปัญหาความสงบเรียบร้อย) ที่ศาลล่างกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดในคำพิพากษาในคดีก่อน

"แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด เป็น ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค"

3. การกำหนดค่าเสียหายจริงและดอกเบี้ย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน (รอยสีแตก, รอยขีดข่วน, รอยบุหรี่) สภาพรถยนต์จึงไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีตามที่กำหนดในคำพิพากษา ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ 100,000 บาท

อนึ่ง ศาลฎีกาปรับแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. พ.ศ. 2564 โดยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ใช้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี (บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2)


🏁 บทสรุป เมื่อโจทก์เลือกฟ้องบังคับตาม "มูลหนี้ตามคำพิพากษา" (ที่สั่งให้คืนรถ) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะจำกัดอยู่เพียง "ความเสียหายจากการคืนรถที่ไม่เรียบร้อย" (ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่) เท่านั้น จะนำความเสียหายตามสัญญาเดิม (เช่น ค่าขาดราคา/ค่าเสื่อมราคาทางตลาด) มาฟ้องเรียกอีกไม่ได้

พิพากษาแก้ ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 215 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ดังนั้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกเป็นเงิน 419,474.20 บาท จึงมิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ตามที่กำหนดในคำพิพากษาคดีก่อน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสื่อมราคารถตามที่โจทก์ฎีกา

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับทั้งหมดมาหักกับราคาที่แท้จริงที่โจทก์ใช้เงินลงทุนไป จำเลยจึงต้องชำระค่าขาดราคารถเป็นเงิน 369,900 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ มิใช่การกำหนดค่าเสียหายจากสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีว่ามีความชำรุดทรุดโทรมเสียหายอย่างไร จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดในคำพิพากษาในคดีก่อน เป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์ฟ้องมาด้วยว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเสื่อมโทรมจากการใช้งานโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ของผู้เช่าซื้อ จึงพออนุโลมได้ว่า เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี

 

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า