คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2568
เรื่อง: ผลของการยึดรถคืนก่อนครบกำหนดตามหนังสือบอกเลิกสัญญา
เมื่อผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยให้เวลาชำระหนี้ แต่กลับเข้ายึดรถคืนก่อนครบกำหนดเวลานั้น โดยผู้เช่าซื้อยินยอม จะถือเป็นการเลิกสัญญาเพราะเหตุผิดนัด หรือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาและค่าติดตามยึดรถตามสัญญาหรือไม่?
- การทำสัญญา: จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถแทรกเตอร์จากโจทก์ (มีจำเลยที่ 2 ค้ำประกัน) ต่อมาผิดนัดชำระหนี้
- การบอกเลิกสัญญา: โจทก์ส่งหนังสือลงวันที่ 31 ส.ค. 63 ให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน หากเพิกเฉยจะถือว่าเลิกสัญญา
- เงื่อนเวลา: จำเลยได้รับหนังสือ 9 ต.ค. 63 (ครบกำหนด 30 วัน คือวันที่ 9 พ.ย. 63)
- การยึดรถ: โจทก์ยึดรถคืนวันที่ 12 ต.ค. 63 (ก่อนครบกำหนด) โดยจำเลยยินยอมและไม่โต้แย้ง
แม้สัญญาจะระบุให้เลิกสัญญาได้ทันทีหากผิดนัด แต่เมื่อโจทก์เลือกส่งหนังสือให้เวลา 30 วัน
เมื่อโจทก์ยึดรถคืนก่อนครบ 30 วัน และจำเลยยินยอมคืนรถโดยดี
เมื่อเป็น "การสมัครใจเลิกสัญญา" ไม่ใช่การเลิกสัญญาเพราะ "ผิดสัญญา"
📌 สรุปสาระสำคัญ
คดีนี้แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัด แต่เมื่อผู้ให้เช่าซื้อให้โอกาสชำระหนี้ (30 วัน) แล้วไปยึดรถคืนก่อนเวลานั้น โดยผู้เช่าซื้อยอมคืนรถให้โดยดี กฎหมายถือว่าเป็นการ "ตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย"
ผลลัพธ์: ผู้ให้เช่าซื้อ หมดสิทธิ ฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญา (เช่น ค่าส่วนต่าง, ค่าติดตาม) เพราะสัญญาระงับไปแล้ว ไม่ใช่การเลิกสัญญาเพราะเหตุผิดนัด
คำพิพากษาฎีกาที่ 944/2568
จำเลยที่ 1 เริ่มผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 13 ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2561 ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ถึงงวดที่ 24 ประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 บางส่วนแล้วไม่ได้ชำระอีก
โจทก์มีหนังสือแจ้งให้ชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ไปยังจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากเพิกเฉยโจทก์ขอถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ
แสดงว่าโจทก์สละสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาโดยทันทีตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ แต่ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อเมื่อจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือวันที่ 9 ตุลาคม 2563 ซึ่งครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 แต่โจทก์กลับติดตามยึดรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ในวันที่ 12 ตุลาคม 2563 ก่อนครบกำหนด จึงเป็นการกลับเข้าครอบครองรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อในขณะสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน
และจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อโดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน พฤติการณ์ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง
เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันด้วยเหตุอื่นมิใช่การเลิกสัญญาเพราะเหตุที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา ค่าติดตามยึดรถและค่าขนส่งโดยอาศัยข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อที่ระงับไปแล้วได้