⚖️ ฎีกาศึกษา: อำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมเมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท และอำนาจพิจารณาคดีแพ่งของศาลฎีกา
📜 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568 (ประชุมใหญ่)
🧐 ประเด็นข้อกฎหมาย
- 1️⃣ อำนาจจัดการแทน: เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจจัดการแทนและขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาได้หรือไม่?
- 2️⃣ อำนาจศาล: เมื่อโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา (เนื่องจากผู้ตายมีส่วนประมาท) ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่?
- 3️⃣ ละเมิด: ความรับผิดทางละเมิดเมื่อต่างฝ่ายต่างประมาท จำเลยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่?
🚘 ข้อเท็จจริง
จำเลยขับรถกระบะในช่องเดินรถที่ 2 (เลนขวา) ด้วยความเร็วสูงและไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงทางร่วมทางแยก ในขณะนั้นมีรถกระบะอีกคันหนึ่งแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 (เลนซ้าย) กำลังจะเลี้ยวซ้าย
🏍️ ผู้ตายซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถกระบะคันดังกล่าวมา ได้เร่งความเร็วเพื่อแซงรถกระบะคันหน้าโดยเปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถที่ 2 (เลนของจำเลย) ในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางร่วมทางแยก เป็นเหตุให้รถของจำเลยที่แล่นมาด้วยความเร็วในช่องทางนั้นเฉี่ยวชนกับรถผู้ตายจนผู้ตายถึงแก่ความตาย
📝 ต่อมา นาง น. ภริยาผู้ตาย จึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
👩⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า:
📌 1. ผู้เสียหายโดยนิตินัยและอำนาจจัดการแทน
"เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ตายมีส่วนประมาท จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ภริยาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30"
📌 2. อำนาจศาลฎีกาในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง (มติที่ประชุมใหญ่)
"แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิฎีกาได้เพราะมิใช่คู่ความ แต่คดีนี้เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกา กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยเห็นว่า แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1"
📌 3. ความรับผิดค่าสินไหมทดแทน
"เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยและผู้ตายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม"
✅ สรุป:
- 1. คดีอาญา: ❌ หากผู้ตายมีส่วนประมาท ถือว่าไม่ใช่ "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" ภริยาจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ ศาลฎีกายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
- 2. อำนาจศาล: 🏛️ แม้ภริยาจะหมดสิทธิในคดีอาญา แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นได้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว ถือว่าคดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง (ค่าเสียหาย) ได้ ไม่ต้องจำหน่ายคดี
- 3. ผลทางแพ่ง: 💸 เนื่องจากผู้ตายและจำเลยประมาทพอกัน (ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน) จึงหักลบกลบหนี้ความรับผิดกันไป จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ภริยาผู้ตาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568 (ประชุมใหญ่)
เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิได้เพราะไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในคดีส่วนอาญาสำหรับปัญหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้