ฎีกาศึกษา: ผิดนัดชำระหนี้แต่ยึดรถคืนโดยไม่บอกเลิกสัญญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567
📌 บทสรุปสำคัญ
หากไฟแนนซ์ยึดรถคืนโดยผู้เช่าซื้อไม่โต้แย้ง ถือเป็นการ "เลิกสัญญาโดยปริยาย"
ผลคือ: ผู้เช่าซื้อ ไม่ต้องรับผิด "ค่าขาดราคา" (ส่วนต่างราคาขาย)
แต่ยังต้องชดใช้ "ค่าเสื่อมราคา" เพื่อให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
📜 ข้อเท็จจริง
จำเลยที่ 1 (ผู้เช่าซื้อ) ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ (ไฟแนนซ์) ได้ติดตามยึดรถคืน ในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาโจทก์นำรถไปขายทอดตลาดแล้วฟ้องเรียก "ค่าขาดราคา" ตามสัญญา
⚖️ คำวินิจฉัยวางบรรทัดฐาน
1. การเลิกสัญญาโดยปริยาย
เมื่อโจทก์ยึดรถคืนและจำเลยไม่โต้แย้ง พฤติการณ์ถือได้ว่า "ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย"
2. ไม่มีสิทธิเรียก "ค่าขาดราคา"
เมื่อสัญญาเลิกกันโดยสมัครใจ (ปริยาย) คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงอ้างสัญญาเพื่อเรียกค่าขาดราคาไม่ได้ (แม้ในสัญญาจะมีข้อตกลงไว้ก็ตาม)
3. หน้าที่กลับคืนสู่ฐานะเดิม (ค่าเสื่อมราคา)
ต้องบังคับใช้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง (เทียบเคียง) คือต้องทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
- รถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา
- การคืนรถเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้กลับสู่ฐานะเดิมได้สมบูรณ์
- จำเลยจึงต้องชดใช้ "ค่าเสื่อมราคา" ของรถยนต์ให้แก่โจทก์
4. ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
โจทก์บอกกล่าวผู้ค้ำประกัน (จำเลยที่ 2) เกินกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนค่าเสื่อมราคานี้ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง)
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
"เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม..."