⚖️ ฎีกาศึกษา: การนำสืบการชำระดอกเบี้ย
& ผลของดอกเบี้ยเกินอัตรา
(ป.พ.พ. มาตรา 653 และ มาตรา 411)
1️⃣ ประเด็นข้อพิพาทและข้อกฎหมาย
ประเด็นที่ 1: การนำสืบการชำระ "ดอกเบี้ย" ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม ตามมาตรา 653 วรรคสอง หรือไม่?
ประเด็นที่ 2: ดอกเบี้ยเกินอัตราที่จ่ายไปแล้ว (โมฆะ) จะขอคืนไม่ได้ตาม ม.411 แต่จะนำมา "หักกลบต้นเงิน" ได้หรือไม่?
2️⃣ ข้อเท็จจริง
- 🏠 การกู้ยืม: จำเลยกู้เงินโจทก์ 400,000 บาท (มีจำนองที่ดินค้ำประกัน)
- 💸 ดอกเบี้ย: คิดร้อยละ 2 ต่อเดือน (24% ต่อปี) ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด
- 📝 การชำระหนี้: จำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วรวม 208,000 บาท
- 🚫 หลักฐาน: มีบันทึกการรับเงิน (เอกสาร ล.1-ล.5) ที่โจทก์เขียนให้ แต่ไม่ได้ลงชื่อโจทก์
3️⃣ คำวินิจฉัยศาลฎีกา
📍 ประเด็นที่ 1: การนำสืบดอกเบี้ย (ม.653 วรรคสอง)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติที่ต้องใช้หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง "หมายถึงการนำสืบถึงการชำระต้นเงินเท่านั้น ไม่รวมถึงการชำระดอกเบี้ยด้วย"
✅ ผลในคดี: จำเลยนำสืบพยานหลักฐานอื่น (บันทึกไม่มีลายเซ็น) เพื่อพิสูจน์ว่าชำระดอกเบี้ยแล้วได้ และเมื่อโจทก์ไม่คัดค้านความถูกต้อง พยานหลักฐานจึงรับฟังได้
📍 ประเด็นที่ 2: ผลของดอกเบี้ยเกินอัตรา (ม.411)
ข้อตกลงดอกเบี้ยเกินอัตราตกเป็น โมฆะ
- 🔸 จำเลย: ยอมชำระดอกเบี้ยเกินอัตรา = ชำระหนี้ฝ่าฝืนกฎหมาย (ม.411) 👉 เรียกร้องเงินคืนไม่ได้
- 🔸 โจทก์: ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยส่วนที่เป็นโมฆะ 👉 ต้องนำเงินนั้นไปหักต้นเงิน
🏁 บทสรุปคำพิพากษา
เงินดอกเบี้ยที่จ่ายไปแล้ว แม้เรียกคืนไม่ได้ แต่เจ้าหนี้ก็เก็บไว้ไม่ได้ ต้องนำมาหักลบหนี้
400,000 (ต้นเงิน) - 208,000 (ดอกเบี้ยที่จ่ายไป)
= หนี้คงเหลือ 192,000 บาท
(พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย)
💡 Tip สำหรับนักกฎหมาย: ในคดีกู้ยืม ทนายความจำเลยสามารถนำสืบการชำระดอกเบี้ยได้โดย ไม่ต้องอาศัยหลักฐานที่เป็นหนังสือที่มีลายเซ็นเจ้าหนี้
Tags
ฎีกาปี ๒๕๖๘