สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567
ประเด็นข้อกฎหมาย:
เจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้หรือประจานลูกหนี้ลงในเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่าเป็น "การติชมด้วยความเป็นธรรม" หรือ "แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต" เพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตน สามารถยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้หรือไม่?
ข้อเท็จจริง:
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 จำเลยได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กของตน ลงข้อความประกอบภาพถ่ายของโจทก์ โดยเนื้อหาที่โพสต์มีลักษณะใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้ที่ได้อ่านเข้าใจว่า "โจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวง" จำเลยต่อสู้ว่าสิ่งที่โพสต์เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม และเป็นเรื่องจริงที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า:
- เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา: การที่จำเลยโพสต์ข้อความและภาพถ่ายของโจทก์ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกงและเบี้ยวหนี้ ย่อมทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
- อ้างข้อยกเว้น "ติชมโดยสุจริต" (มาตรา 329) ไม่ได้: ศาลฎีกาวางหลักว่า หากจำเลยเห็นว่าโจทก์มีเจตนาไม่ชำระหนี้ "จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย" มิใช่วิธีการนำข้อความและรูปภาพมาโพสต์ประจานในเฟซบุ๊กที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ การกระทำนี้ ไม่ถือว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3)
- บทลงโทษ: การโพสต์ลงเฟซบุ๊กซึ่งไม่ใช่กลุ่มปิด บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ให้ปรับอย่างเดียว) เป็นให้ลงโทษจำคุกด้วย โดยพิพากษาให้ จำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท
- การรอการลงโทษ: เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสกลับตัว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมประพฤติ 1 ปี (รายงานตัวทุก 3 เดือน) และให้ ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง
การโพสต์ทวงหนี้หรือระบายความอัดอั้นตันใจเรื่องลูกหนี้ลงเฟซบุ๊กในลักษณะที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าเป็นใครและเข้าใจว่าเป็นคนโกง ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ไม่สามารถอ้างว่าทำไปเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ได้ ทางแก้ที่ถูกต้องตามกฎหมายคือการใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องบังคับคดี ไม่ใช่การประจาน
⚖️ ฎีกาย่อ:
จำเลยโพสต์ข้อความ และแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก ย่อมทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวงจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
หากจำเลยเห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพโจทก์ การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)