ฎีกาศึกษา
การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยการครอบครองเป็นส่วนสัด
และการให้ความยินยอมโดยปริยาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568
🟦 ปัญหาข้อกฎหมาย
เมื่อผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกแปลงหนึ่งเป็นของตนเอง โดยทายาทไม่คัดค้าน และต่อมาโอนที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่งให้แก่ทายาท โดยไม่มีใครคัดค้านเช่นกัน
กรณีเช่นนี้ จะถือว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ทายาทต่างยินยอม และมีผลผูกพันแล้วหรือไม่
🟦 ข้อเท็จจริง
โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา เป็นทายาทโดยธรรมของนายก้อน (เจ้ามรดก) ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็น ผู้จัดการมรดก
จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก ได้โอนที่ดินมรดก โฉนดเลขที่ 198 มาเป็นของตนเอง และนำไปจำนอง โดยไม่ปรากฏว่ามีทายาทคนใดคัดค้าน
ต่อมา จำเลยได้โอนที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่ง คือ โฉนดเลขที่ 27018 ให้แก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่ามีทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน
ภายหลัง โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดิน โฉนดเลขที่ 198 ที่จำเลยโอนใส่ชื่อตนเอง
🟦 หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
-
หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเอง
โดยไม่ปรากฏว่าทายาทคนใดคัดค้าน
ถือเป็นพฤติการณ์แสดงว่าโจทก์รับรู้และเห็นชอบตั้งแต่ต้น -
การที่จำเลยโอนที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่งให้แก่โจทก์
โดยไม่มีการคัดค้านจากทายาท
เป็นการสอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยให้ครอบครองเป็นส่วนสัด - การแบ่งปันดังกล่าวเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง
🟦 คำวินิจฉัย
ศาลฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 198 เป็นทรัพย์มรดกที่โจทก์ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว
จำเลยจึงมีอำนาจนำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้โดยชอบ และโจทก์ ไม่อาจฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทอีกได้
🟦 สรุปฎีกา
เมื่อทายาทไม่คัดค้านการโอนทรัพย์มรดก และต่างฝ่ายต่างได้รับทรัพย์มรดกคนละส่วนโดยสงบ
ถือว่าเป็นการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยปริยายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง การแบ่งปันมีผลผูกพันแล้ว ทายาทจะกลับมาฟ้องขอแบ่งใหม่ไม่ได้
🟦 หมายเหตุ
ศาลฎีกาแก้ไขคำสั่งเรื่องค่าทนายความ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย 6,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด