คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568(ประชุมใหญ่)
ประเด็นข้อกฎหมาย:
การตกลงจัดงานแต่งงานระหว่างชายหญิงที่อยู่กินฉันสามีภริยากันมานานแล้ว
โดยไม่มีการมอบของหมั้น ถือเป็น "สัญญาจะสมรส" (การหมั้น) หรือไม่
และหากฝ่ายชายผิดสัญญา ฝ่ายหญิง (มารดาผู้จัดงาน)
มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง:
โจทก์เป็นมารดาของ น.ส.จตุพร ซึ่งได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยมานานประมาณ 4
ปี 8 เดือน โดยญาติผู้ใหญ่รับรู้
ต่อมาจำเลยและญาติได้มาเจรจาสู่ขอและตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีที่บ้านโจทก์
โดยไม่มีการให้ของหมั้น โจทก์ได้เตรียมงานและชำระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไปแล้ว
แต่ก่อนถึงวันงานประมาณ 15 วัน
จำเลยแจ้งยกเลิกงานแต่งงานเนื่องจากมีหญิงอื่นเป็นคนรัก
ทำให้โจทก์เสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและชื่อเสียง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
4684/2568
วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า:
1. สถานะของสัญญา:
การที่ชายหญิงอยู่กินฉันสามีภริยากันมานานเกือบ 5 ปี
แล้วตกลงกันให้มารดาฝ่ายหญิงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีโดยไม่มีของหมั้น "มิใช่สัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส" (การหมั้น) แต่ถือเป็น
"สัญญาประเภทหนึ่ง" เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น
2. ผลทางกฎหมายและการบังคับใช้:
สัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
จึงไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไปมีหญิงอื่น
จำเลยจะอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1439 (เรื่องการผิดสัญญาหมั้น)
มาปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ เพราะกรณีนี้ไม่ใช่การหมั้น ดังนั้น โจทก์ในฐานะคู่สัญญา
(ผู้จัดงาน) จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
3. ค่าเสียหาย:
จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนี้:
o ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน:
(เช่น ค่ามัดจำหมู, เต็นท์, เครื่องเสียง, ของชำร่วย)
ถือเป็นค่าเสียหายปกติจากการผิดสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง
o ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง:
การยกเลิกงานกะทันหันทั้งที่บอกกล่าวเชิญแขกแล้ว ทำให้โจทก์และบุตรสาวอับอาย
ถือเป็นความเสียหายที่เกิดแต่พฤติการณ์พิเศษซึ่งจำเลยคาดเห็นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222
วรรคสอง
สรุป:
คู่รักที่อยู่กินกันมานาน หากตกลงจัดงานแต่งงานกันโดยไม่มีการหมั้น
(ไม่มีของหมั้น) ข้อตกลงนั้นถือเป็น "สัญญาจ้างทำของ/จัดงานทั่วไป"
ไม่ใช่ "สัญญาหมั้น" ตามกฎหมายครอบครัว หากฝ่ายชายเบี้ยวงานแต่ง
ฝ่ายหญิง (หรือผู้จัดงาน) ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ตามหลักกฎหมายสัญญาและละเมิดทั่วไป
จะอ้างว่าไม่ได้หมั้นเลยไม่ต้องรับผิด (ตาม ม.1439) ไม่ได้
ฎีกาย่อ :
จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน
ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้
เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน
เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น
โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์
กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส
อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม
ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายย่อมบ่งชี้ได้ว่า
จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ข้อตกลงตามสัญญาจึงมีผลบังคับได้
เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว
แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน
ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส
จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส
กรณีที่ไม่มีการหมั้น
ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439
นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้
ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้
ถาม-ตอบ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกา
คำถาม:
การอยู่กินกันมานานแล้วตกลงจัดงานแต่งงานโดยไม่มีของหมั้น
ถือเป็นสัญญาจะสมรสหรือไม่?
คำตอบ:
ไม่เป็นสัญญาจะสมรส (การหมั้น)
เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญคือการส่งมอบทรัพย์สินเป็นของหมั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437
คำถาม:
หากไม่ใช่สัญญาหมั้น ข้อตกลงนี้เป็นโมฆะหรือไม่?
คำตอบ:
ไม่เป็นโมฆะ ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง (สัญญาไม่มีชื่อ)
เพื่อจัดงานพิธีตามประเพณี มีวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี (ม.150) จึงมีผลบังคับได้
คำถาม:
จำเลยต่อสู้ว่า เมื่อไม่มีการหมั้น
โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 ฟังขึ้นหรือไม่?
คำตอบ:
ฟังไม่ขึ้น
ศาลวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้ใช้บังคับเฉพาะกรณีผิดสัญญาหมั้น
แต่กรณีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจัดงานแต่งงาน
(สัญญาทางแพ่งทั่วไป) จำเลยจึงต้องรับผิด
คำถาม:
ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและความอับอายจากการยกเลิกงานแต่ง
เรียกได้หรือไม่?
คำตอบ:
เรียกได้ ถือเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 222 วรรคสอง
เพราะจำเลยควรคาดเห็นได้ว่าการยกเลิกงานกะทันหันจะทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง
