ฎีกาที่ 2659/2567 การบรรยายฟ้องความผิดฉ้อโกงประชาชน ความผิดหลายกรรมต่างกัน ป.อ.มาตรา 341 มาตรา 91

 


ฎีกาที่ 2659/2567

ประเด็นข้อกฎหมาย:

1.     การบรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน (ม.343) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) หากโจทก์ไม่บรรยายว่าเป็นการกระทำต่อประชาชนหรือข้อมูลนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ศาลจะลงโทษบทหนักนี้ได้หรือไม่

2.     การหลอกลวงเสนอขายสินค้าต่างชนิดกัน 2 ครั้ง ในวันหรือเวลาต่อเนื่องกัน เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2567

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

         โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จผ่านทางโปรแกรมเฟซบุ๊กตามฟ้อง เสนอขายสินค้าซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่มีเจตนาขายสินค้าดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องกล่าวหาด้วยว่าเป็นการหลอกลวงเสนอขายสินค้าต่อประชาชนอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 และไม่ได้บรรยายว่าการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ส่วนบัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้อง โจทก์ก็ไม่บรรยายว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวเปิดเป็นสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ อันจะถือได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน และการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน โจทก์จึงบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 343 และปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาปัญหานี้มา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จอันเป็นการกระทำต่อบุคคลใดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้

การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 ไม่ได้บัญญัติว่าการกระทำหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันและเวลาเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจจะเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงโดยการส่งข้อความเสนอขายสินค้าให้แก่ผู้เสียหายผ่านทางบัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องรวม 2 ครั้ง และผู้เสียหายซื้อสินค้าต่างชนิดกัน 2 ครั้ง เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหายในการซื้อสินค้าต่างชนิดกันรวม 2 ครั้ง จึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน

 

ถาม-ตอบ ตามคำพิพากษาศาลฎีกา

คำถาม: หากโจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยโพสต์ขายของใน Facebook" แต่ลืมระบุว่า "เปิดเป็นสาธารณะ" ผลทางกฎหมายคืออะไร?

คำตอบ: ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน "ฉ้อโกงประชาชน" (ป.อ. ม.343) และ พ.ร.บ.คอมฯ ม.14(1) ศาลจะลงโทษในฐานความผิดดังกล่าวไม่ได้ แต่หากจำเลยรับสารภาพและข้อเท็จจริงเข้าข่ายฉ้อโกงธรรมดา ศาลยังคงลงโทษฐานฉ้อโกง (ป.อ. ม.341) และ พ.ร.บ.คอมฯ ม.14(2) ได้

 

คำถาม: การหลอกขายสินค้าให้ผู้เสียหายคนเดิม 2 ชิ้น ในเวลาไล่เลี่ยกัน ถือเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม?

คำตอบ: เป็น "ความผิดหลายกรรมต่างกัน" (ป.อ. ม.91) หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นการเสนอขายสินค้าต่างชนิดกัน 2 ครั้ง และผู้เสียหายโอนเงิน 2 ครั้ง เพราะถือว่ามีเจตนาหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินแยกกันในแต่ละครั้ง ไม่ใช่การกระทำกรรมเดียว

 

คำถาม: ปัญหาเรื่องฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาหรือไม่ ศาลจึงจะวินิจฉัย?

คำตอบ: ไม่จำเป็น ปัญหานี้เป็น "ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย" แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

 

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า