คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2648/2565
เรื่อง:
เพียงช่วยพาเอาทรัพย์ไปโดยมิได้เป็นตัวการร่วมลักทรัพย์ ผิดฐานรับของโจรหรือไม่?
ประเด็นข้อกฎหมาย:
1. องค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร:
พฤติการณ์ที่ถือว่าจำเลย "รู้" ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด
2. อำนาจศาลในการลงโทษ
(ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม):
การลงโทษฐานรับของโจรในกรณีที่โจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2648/2565
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.อ. มาตรา 334, มาตรา 335, มาตรา 336 ทวิ, มาตรา 357
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม, มาตรา 225
โรงแรมของผู้เสียหายปิดกิจการตั้งแต่ปี
2559
ทั้งปักป้ายมีข้อความระบุว่า "ห้ามเข้า ห้ามบุกรุก
ปิดกิจการ" และไม่มีผู้รักษาความปลอดภัยประจำอยู่
สุจริตชนโดยทั่วไปย่อมไม่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว ช่วงเวลาเกิดเหตุ
จำเลยขับรถจักรยานยนต์สามล้อผ่านหน้าโรงแรมของผู้เสียหาย
อ.ร้องเรียกให้จำเลยช่วยลากรถเข็นล้อเลื่อนซึ่งบรรทุกบานไม้อัดยางช่องชาร์ปกลับบ้าน
เมื่อเหตุเกิดเวลากลางคืนอันเป็นยามวิกาล ซึ่ง อ. พยานจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า
พยานไปนำบานประตูไม้จากโรงแรม ร. ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ใด
บานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปที่ อ. นำมามีจำนวนมากถึง 14 บาน
จำเลยย่อมต้องตระหนักถึงความไม่สุจริตของ อ. และรับรู้ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับแหล่งที่มาของบานประตูไม้อัดยางช่องชาร์ปว่าต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับไว้ด้วยประการใด ๆ
และช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์
ครบองค์ประกอบเป็นความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 แล้ว
แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตาม
ป.อ. มาตรา 334, 335, 336 ทวิ แต่เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้ว
เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร
อันเป็นกรณีซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวมาในคำฟ้อง
แต่ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้
ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 225
