คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2240/2568
เรื่อง การถอนฟ้องเพราะตกลงกันได้
ถือเป็นการปลดหนี้อันมีผลให้ผู้ค้ำประกันร่วมหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่?
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาว่า
การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยร่วมคนหนึ่งโดยระบุเหตุผลว่าตกลงกันได้
ถือเป็นการแสดงเจตนา "ปลดหนี้" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340
อันจะมีผลทำให้หนี้ระงับสิ้นไป
และผู้ค้ำประกันร่วมอีกคนหนึ่งหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2240/2568
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 229, 296, 340, 693 ป.วิ.พ. มาตรา 176
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา
7
ป.พ.พ.
มาตรา 340
วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าปลดหนี้ให้
ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป วรรคสอง บัญญัติว่า
ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน
การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย
ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่
4 โดยระบุว่าสามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่
4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ
พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า
โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ
การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่
4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้ 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่
5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่
4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดและแม้จำเลยที่
5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมด จำเลยที่ 5
ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 และจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันอีกคนได้ตามส่วนตามมาตรา
229 (3) และ 296
