ฎีกาที่ 1750/2568

ฎีกาที่ 1750/2568 ลูกลักทรัพย์แม่โดยใช้ยานพาหนะ (เหตุฉกรรจ์) ยอมความได้หรือไม่? - Dekasuksa.com

ฎีกาที่ 1750/2568 ลูกลักทรัพย์แม่โดยใช้ยานพาหนะ (เหตุฉกรรจ์) ยอมความได้หรือไม่?

ฎีกาที่ 1750/2568

ประเด็นข้อกฎหมาย

  1. ความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ (ป.อ. มาตรา 335 ประกอบมาตรา 336 ทวิ) ที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี ถือเป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง หรือไม่?
  2. เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจะระงับไปหรือไม่?

ข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของ ท. (ผู้เสียหาย) จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง และมาตรา 336 ทวิ ต่อผู้เสียหาย

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า: ภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้มาพบพนักงานสอบสวนและขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า

  1. สถานะของมาตรา 336 ทวิ: แม้ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ (การใช้ยานพาหนะฯ) มาด้วย แต่มาตรานี้เป็นเพียงบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์ (มาตรา 335) ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าว
  2. การบังคับใช้มาตรา 71 วรรคสอง: การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า หากเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดาน (ลูก) กระทำต่อบุพการี (แม่) "แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้" ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 71 วรรคสอง
  3. ผลของการถอนคำร้องทุกข์: เมื่อความผิดดังกล่าวกลายเป็นความผิดอันยอมความได้ และผู้เสียหายได้ขอถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
  4. ผลทางแพ่ง: การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ย่อมส่งผลให้คำขอในส่วนแพ่งที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตกไปด้วย (ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหานี้)

สรุป

  • ลูกลักทรัพย์แม่โดยใช้ยานพาหนะ แม้จะมีเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 336 ทวิ (ใช้ยานพาหนะ) แต่มาตรานี้เป็นเพียงเหตุเพิ่มโทษ ไม่ใช่ฐานความผิดแยกต่างหาก
  • การกระทำยังคงถือเป็น "การลักทรัพย์" ตามมาตรา 335 เมื่อเป็นการกระทำระหว่างผู้สืบสันดานต่อบุพการี จึงได้รับประโยชน์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง กลายเป็น "ความผิดอันยอมความได้"
  • หากแม่ (ผู้เสียหาย) ถอนคำร้องทุกข์ คดีอาญาย่อมระงับไป

ฎีกาย่อ

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้

แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว

เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 950 บาท ตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า