ประเด็นข้อกฎหมาย:
เมื่อจัดงานแต่งงานและอยู่กินฉันสามีภริยากันแล้ว
แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมจดทะเบียนสมรสโดยที่ไม่มีการตกลงเรื่องนี้กันมาก่อน
ฝ่ายชายจะอ้างว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นและเรียกคืนสินสอดของหมั้นได้หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1366/2552
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 1437, มาตรา 1439, มาตรา 1442
การที่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีเรื่องทะเลาะกันทั้งๆ
ที่โจทก์กับจำเลยได้ จัดงานแต่งงานใหญ่โต
มีแขกไปในงานมากมายและโจทก์กับจำเลยก็ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันแล้ว
ซึ่งการเลิกรากันก็ทำให้เป็นที่อับอายและเสื่อมเสียต่อเกียรติยศชื่อเสียงของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหญิง
ทั้งโจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นไปโดยไม่ราบรื่น
เพราะต่างต้องแยกกันทำงานคนละจังหวัด
แทนที่โจทก์จะพยายามทำความเข้าใจกับจำเลยให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตามสภาพแต่โจทก์กลับไปแจ้งความว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์โดยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วยทั้งที่เวลาสู่ขอกันไม่มีการตกลงเช่นนั้น
จึงถือไม่ได้ว่ากรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น
ทำให้โจทก์ไม่สมควรสมรสกับจำเลย
เพราะตามพฤติการณ์แสดงว่าต่างมิได้ยึดถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่จะได้อยู่กินด้วยกันตามประเพณีเท่านั้น
จึงไม่อาจกล่าวโทษได้ว่า การที่มิได้ไปจดทะเบียนสมรสเกิดจากความผิดของฝ่ายใด
ดังนั้น กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงมิได้ผิดสัญญาหมั้น
โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและเรียกสินสอดและของหมั้นคืนจากจำเลยได้
ถาม-ตอบ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกา
คำถาม:
หากจัดงานแต่งงานแล้ว แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมจดทะเบียนสมรส
ถือว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นเสมอไปหรือไม่?
คำตอบ:
ไม่เสมอไป ศาลฎีกาพิจารณาจากเจตนาและข้อตกลง
หากขณะสู่ขอไม่ได้ตกลงกันไว้ชัดเจนว่าต้องจดทะเบียนสมรสทันที
และพฤติการณ์แสดงว่าคู่สมรสยอมรับการอยู่กินตามประเพณีมาก่อน
การไม่จดทะเบียนสมรสเพียงอย่างเดียวอาจไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขนาดบอกเลิกสัญญาหมั้นได้
คำถาม:
การที่ฝ่ายชายไปแจ้งความว่าฝ่ายหญิงหลอกลวง
เพราะไม่ยอมจดทะเบียนสมรส มีผลต่อรูปคดีอย่างไร?
คำตอบ:
เป็นผลลบต่อฝ่ายชาย
ศาลมองว่าแทนที่ฝ่ายชายจะพยายามปรับความเข้าใจในการใช้ชีวิตคู่ที่ต้องอยู่ห่างกัน
กลับไปแจ้งความเอาผิด เป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล
พฤติการณ์นี้ทำให้ศาลเห็นว่าความล้มเหลวของชีวิตคู่ไม่ได้เกิดจากความผิดของฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียว
คำถาม:
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ศาลเชื่อว่าฝ่ายหญิง
"ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวง" คืออะไร?
คำตอบ:
คือการที่ฝ่ายหญิงยอมจัดงานแต่งงานใหญ่โต เปิดเผยต่อสาธารณชน
และยอมมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา (เพศสัมพันธ์) กับฝ่ายชาย
หากมีเจตนาหลอกลวงเอาสินสอดจริง ย่อมต้องบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง
