ประเด็นข้อกฎหมาย:
1. ลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 850
2. ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นภายหลังจากหนี้เดิมระงับไปแล้วจากการหักกลบลบหนี้ดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1160/2568
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ป.พ.พ. มาตรา 850
สัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่ง
เป็นสัญญาที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดตราดได้ทำการไกล่เกลี่ยเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ผู้ถูกร้องกับจำเลยทั้งสี่ผู้ร้อง
จำเลยทั้งสี่ตกลงจะชำระหนี้ต้นเงินกู้ 1,930,000 บาท ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โดยผ่อนชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน
ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท ไม่เกิน 39 งวด นับแต่งวดสิ้นเดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นไป
โจทก์ยินยอมไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่
และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีใดต่อกันตามสัญญากู้เงินที่มีก่อนหน้านี้
และจะผูกพันต่อกันตามสัญญานี้ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา
โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ตกลงระงับข้อพิพาทในเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งมีมาก่อนวันทำสัญญาให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันแล้ว
มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นฝ่ายยอมผ่อนผันเพียงฝ่ายเดียวแต่อย่างใด
สัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่ง จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามนัย
ป.พ.พ. มาตรา 850
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ
5
ต่อเดือน และจำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 2,900,000
บาทเศษ ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จากจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 ประกอบกับการเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อ
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4
(1) ข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด
เมื่อข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะแล้ว
จำเลยทั้งสี่ไม่อาจเรียกร้องให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายได้
ส่วนโจทก์ผู้ให้กู้ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย
กรณีต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสี่ชำระให้แก่โจทก์ 2,900,000 บาทเศษ ไปหักชำระต้นเงินกู้ซึ่งไม่ตกเป็นโมฆะ
เมื่อดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วมีจำนวนมากกว่าหนี้ต้นเงินกู้
ย่อมไม่มีมูลหนี้เงินกู้ที่จะบังคับกันได้ตามกฎหมายอีกต่อไป
และไม่ก่อให้เกิดหนี้ที่จะให้จำเลยทั้งสี่จะต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทเรื่องเงินกู้กับโจทก์แต่อย่างใด
เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งไม่มีมูลหนี้
จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวให้แก่โจทก์
ถาม-ตอบ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกา
คำถาม:
คู่สัญญาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันถูกต้องตามแบบแล้ว
เหตุใดจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด?
คำตอบ:
เพราะ วัตถุแห่งสัญญาไม่มีอยู่จริง (มูลหนี้ระงับไปแล้ว)
สัญญาประนีประนอมยอมความต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่
หากหนี้เดิมถูกชำระจนครบถ้วนจากการหักส่วนดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายแล้ว
ย่อมไม่มีหนี้ให้ระงับและไม่มีข้อพิพาทให้ทำสัญญา
สัญญานั้นจึงไม่ก่อให้เกิดหนี้ใหม่
คำถาม:
เงินค่าดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ชำระไปตามข้อตกลงที่เป็นโมฆะ
กฎหมายจัดการอย่างไร?
คำตอบ:
1. ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้
(เพราะชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย)
2. เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเก็บไว้เป็นดอกเบี้ย
3. ทางออก:
ต้องนำเงินจำนวนนั้นไป หักชำระเงินต้น ทั้งหมด
คำถาม:
หากหักเงินต้นแล้วยังมีหนี้เหลืออยู่
สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีผลหรือไม่?
คำตอบ:
มีผลบังคับได้ ในส่วนของหนี้ที่ยังเหลืออยู่
เพราะถือว่ายังมีข้อพิพาทและมูลหนี้หลงเหลือให้ทำสัญญาระงับกันได้
แต่ในคดีนี้เงินที่จ่ายไปนั้นท่วมเงินต้นจนหมดแล้ว
