ฎีกาที่ 1280/2568 ทำสัญญายอมความนอกศาลหลังมีคำพิพากษา มีผลแค่ไหนในทางกฎหมาย

 


ฎีกาศึกษา: ทำสัญญายอมความนอกศาลหลังมีคำพิพากษา มีผลแค่ไหนในทางกฎหมาย

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1280/2568

ประเด็นข้อกฎหมาย: สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นนอกศาลในระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีเดิม มีผลยกเลิกคำพิพากษาเดิมหรือไม่ และหากคู่สัญญามีเงื่อนไขต้องปฏิบัติก่อน (เช่น โอนที่ดินให้ก่อน) แต่กลับไปใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมเพื่อขับไล่โจทก์ จะถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่

 

ข้อเท็จจริง: เดิมจำเลยที่ 2 (กรรมการของจำเลยที่ 1) ฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่และออกหมายบังคับคดีแล้ว ต่อมาในระหว่างการบังคับคดี วันที่ 24 สิงหาคม 2561 โจทก์ จำเลยทั้งสอง และคู่สัญญาอื่นรวม 5 ฝ่าย ได้ทำ "สัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล" ตกลงกันว่า จำเลยทั้งสองจะโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์ให้แก่ "มารดาโจทก์" (คู่สัญญาฝ่ายที่ 3) ภายใน 1 ปี และเมื่อโอนแล้ว โจทก์จึงจะยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

เมื่อครบกำหนด 1 ปี จำเลยทั้งสองไม่ยอมโอนที่ดินให้มารดาโจทก์ตามสัญญา แต่จำเลยที่ 2 กลับไปยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจับกุมและขับไล่โจทก์ตาม "คำพิพากษาคดีเดิม" จนโจทก์ต้องยอมขนย้ายออก โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับใหม่เป็นคดีนี้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1280/2568 วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า:

1.        สถานะของสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล: สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นนอกศาล ไม่อาจยกเลิกเพิกถอนหรือลบล้างผลของคำพิพากษาในคดีเดิม รวมทั้งไม่กระทบถึงสิทธิในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีเดิม

2.        ผลผูกพันของสัญญาใหม่: ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 กับคู่สัญญาฝ่ายอื่น รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ 5 ให้เสร็จสิ้นไปจากศาลโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อไม่มีข้อความตอนใดขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ผลของสัญญาทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852

3.        เงื่อนไขบังคับก่อน: เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีลักษณะเป็น “เงื่อนไขบังคับก่อน” ที่มุ่งจะบังคับให้มีการซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่คู่สัญญาฝ่ายที่ 3 แล้ว คู่สัญญาฝ่ายที่เหลือยินยอมจะปฏิบัติตามข้อตกลงแห่งสัญญาเป็นลำดับ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสองในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่คู่สัญญาฝ่ายที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ

4.        ผลของเงื่อนไขบังคับก่อน: โจทก์ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 5 จึงไม่จำต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท

5.        ความรับผิดของจำเลย(ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้): การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่โจทก์โดยขอให้ศาลออกหมายจับโจทก์ ทั้งที่ทราบดีว่าโจทก์ยังคงมีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินพิพาท เช่นนี้ย่อมต้องถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ(ป.พ.พ.มาตรา 184)

สรุป: แม้สัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลจะไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาเดิมในทางวิธีพิจารณาความ แต่ในทางแพ่งสัญญาดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมายลักษณะหนี้ หากสัญญาระบุ "เงื่อนไขบังคับก่อน" (เช่น ต้องโอนที่ดินให้ก่อน อีกฝ่ายจึงจะย้ายออก) คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น

หากฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการก่อน (จำเลย) เพิกเฉยไม่ทำตามเงื่อนไข แต่กลับฉวยโอกาสใช้สิทธิตามคำพิพากษาเดิมมาบังคับคดีขับไล่อีกฝ่ายในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ ย่อมถือเป็นการกระทำผิดสัญญาและละเมิดหน้าที่ที่ต้องงดเว้นไม่กระทำการให้เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่สัญญาอีกฝ่าย (ตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 184 ประกอบสัญญาประนีประนอมฯ) ฝ่ายที่ผิดสัญญาจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1280/2568

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 184, มาตรา 850, มาตรา 852

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นนอกศาล ไม่อาจยกเลิกเพิกถอนหรือลบล้างผลของคำพิพากษาในคดีเดิม รวมทั้งไม่กระทบถึงสิทธิในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีเดิม แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าในระหว่างการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีเดิม โจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 พร้อมกับคู่สัญญารวม 5 ฝ่าย ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ ระบุว่าคู่สัญญาทุกฝ่ายสมัครใจและยินยอมที่จะยุติข้อพิพาทในคดีให้เสร็จสิ้นจากศาล ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 กับคู่สัญญาฝ่ายอื่น รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ 5 ให้เสร็จสิ้นไปจากศาลโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อไม่มีข้อความตอนใดขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ผลของสัญญาทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่มุ่งจะบังคับให้มีการซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่คู่สัญญาฝ่ายที่ 3 แล้ว คู่สัญญาฝ่ายที่เหลือยินยอมจะปฏิบัติตามข้อตกลงแห่งสัญญาเป็นลำดับ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสองในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่คู่สัญญาฝ่ายที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 5 จึงไม่จำต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่โจทก์โดยขอให้ศาลออกหมายจับโจทก์ ทั้งที่ทราบดีว่าโจทก์ยังคงมีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินพิพาท เช่นนี้ย่อมต้องถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า