ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้หลายครั้งติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี
ภายหลังจากที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว มีผลทางกฎหมายอย่างไร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
7912/2553
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง;
ป.พ.พ. มาตรา 193/34
จำเลยใช้บัตรเครดิตของธนาคาร
ก. ในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้าย ในวันที่ 21 กันยายน
2537 โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคาร
ก. แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537
แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคาร ก.
อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537
เป็นต้นไป
เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคาร
ก.ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง
หนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุความ 2
ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่
10 พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายแล้ว
ธนาคาร ก. บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา
ปรากฏว่าหลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว
จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคาร ก.
หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2544
โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544
พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า
จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ธนาคาร
ก. และโจทก์ได้
และต้องเริ่มนับอายุความจากวันที่จำเลยชำระครั้งสุดท้ายซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ
2 ปี
สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ
ถาม - ตอบ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกา
คำถาม:
การชำระหนี้ "ก่อน" ครบกำหนดอายุความ กับ
"หลัง" ครบกำหนดอายุความ มีผลทางกฎหมายต่างกันอย่างไรในคดีนี้?
คำตอบ:
1. ถ้าชำระ "ก่อน" ครบกำหนด:
จะถือเป็นเหตุให้ "อายุความสะดุดหยุดลง" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 อายุความที่ผ่านมาก่อนหน้าจะตัดทิ้งและเริ่มนับหนึ่งใหม่ทันที
2.
ถ้าชำระ "หลัง" ครบกำหนด (กรณีคดีนี้):
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นพฤติการณ์ที่แสดงออกโดยปริยายว่า "สละประโยชน์แห่งอายุความ"
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 ผลคือจำเลยจะยกอายุความเดิมขึ้นต่อสู้ไม่ได้อีกต่อไป
คำถาม:
เมื่อศาลถือว่าจำเลย
"สละประโยชน์แห่งอายุความ" แล้ว อายุความจะนับอย่างไรต่อไป?
คำตอบ:
ต้องเริ่ม นับอายุความใหม่ จากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย
ในคดีนี้จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544 โจทก์จึงมีเวลาฟ้องอีก 2 ปีนับจากวันนั้น
คำถาม:
หากเป็นหนี้บัตรเครดิต ธนาคาร (ผู้ออกบัตร) กับ
บริษัทบริหารสินทรัพย์ (ผู้รับโอนสิทธิ) มีสิทธิฟ้องต่างกันหรือไม่?
คำตอบ:
ไม่ต่างกันครับ ในคดีนี้โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร ก. โจทก์จึงสวมสิทธิของเจ้าหนี้เดิม
เมื่อจำเลยสละประโยชน์แห่งอายุความต่อเจ้าหนี้เดิม (ธนาคาร ก.)
ก็เท่ากับสละประโยชน์ต่อโจทก์ด้วย จำเลยจึงยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้เช่นกัน
